1-3 พฤษภาคม
2547
เขาสก+ตามล่าดอกบัวผุด
เมืองร้อยเกาะ**เงาะอร่อย**หอยใหญ่**ไข่แดง**แหล่งธรรมะ
สุราษฎร์ธานี
********************************************************************************
ติดตามเรื่องเล่า
สนุก ๆ กับทริปสำรวจของเราได้เลยค่ะ
วันที่
30 เมษายน 2547
เวลา 21.00 น. ออกเดินทางจาก กทม มุ่งหน้าสู่ อำเภอบ้านตาขุน
จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสมาชิกทั้งสิ้น 12 คน รวมคนขับรถพี่บังซาพาเที่ยว
วันที่ 1 พฤษภาคม 2547
6.00 โมงเช้า แวะปั้มน้ำมัน ล้างหน้าแปรงฟัน
พักรถ ได้เวลาก็เดินทางต่อ เวลา 7.00 น. แวะทานโจ๊กที่ตลาด
อยู่ฝั่งตรงข้ามปากทางเข้า เขื่อนรัชชประภา พวกเราเลือกทานโจ๊ก
ข้าวเลือดหมู และ ปาท่องโก๋ หลังจากนั้นก็เดินตลาดเช้า
ซึ่งมีของไม่มากนัก พวกเราก็ตุนเสบียงส่วนตัวกัน มีผลไม้
ขนม เครื่องดื่ม น้ำแข็ง พร้อมแล้วก็ออกเดินทางต่อไปยังเขื่อนรัชชประภา
เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่สร้างปิดกั้นคลองพระแสงครอบคลุมพื้นที่
165 ตร.กม. ภายในอ่างเก็บน้ำมีเกาะมากกว่า 100 เกาะ
มีทัศนียภาพที่สวยงามมาก จนได้ชื่อว่าเป็นกลุ้ยหลินเมืองไทย
โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบเขากาเลาะ เขื่อนรัชชประภาอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ
65 กม. พวกเราได้ขึ้นไปดูจุดสูงสุดของเขื่อน จะเห็นเขื่อนกั้นแนวยาวเบื้องล่าง
ซ้ายมือเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า และ ภูเขาสูงเทียมเมฆ มีทะเลหมอกล่องลอยผ่านยอดเขา
สวยงามมาก หากไม่มีเสาไฟมาขวางกั้น คงสวยงามกว่านี้
พวกเราจึงเดินไปทางขวาเรื่อย ๆ เพื่อจะได้มุมถ่ายกล้องที่ดีที่สุด
ที่ไม่ติดเสาไฟ แต่ทำอย่างไร ก็ติดสายไฟอยู่ดี แต่ก็สวยค่ะ
สวยเพราะเมฆ หมอก ล่องลอยผ่านภูเขาไปเรื่อย ๆ ไม่ขาดสาย
มองไปทางขวามือ จะเห็นทะเลสาบน้ำจืดอันกว้างใหญ่ สงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า
สลับด้วยภูเขาหินปูนลิบ ๆ ภู พวกเราถ่ายรูปหมู่ที่ป้ายเขื่อนรัชชประภา
หรือ เขื่อนเชี่ยวหลานกัน ก่อนกลับ
สายแล้วพวกเราเดินทางต่อ พี่บังพามาที่ท่าเรือ
ทุกคนเตรียมเก็บของสัมภาระลงเรือกัน โดยมีคุณสันตินำเรือหางยาวมารับพวกเราที่ฝั่ง
เป็นทางดินแดงลาดยาวลงสู่ริมแม่น้ำ เหนื่อยเอาการทีเดียว
อากาศวันนี้ร้อนมาก ๆ พอเรือเริ่มออกจากท่า ความเย็นมาปะทะร่างกายจึงคลายร้อน
เย็นสบาย สายน้ำกระเด็นกลายเป็นระอองน้ำ ทุกคนเริ่มตื่นตาตื่นใจ
กับภาพเบื้องหน้า ภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน พี่บังเริ่มงัดวีดีโอมาถ่าย
พร้อมบรรยายบ่นพึมพรำไปคนเดียว หลายคนเริ่มเล็งกล้องทางโน้นทางนี้
ระหว่างล่องเรือจะเป็นภูเขาหินปูนกลางน้ำสลับซับซ้อนหลายลูก
มีเมฆล่องลอยตามยอดเขาไปมา สายน้ำเริ่มแรงขึ้นเรื่อย
ๆ อากาศเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ บางคนเริ่มตาปรอยๆ เพราะเพลีย
นั่งรถมาทั้งคืน สะดุ้งตื่นก็ตอนเรือโยกไปโยกมา
เพราะคลื่นลูกใหญ่จากเรือหางยาวที่วิ่งสวนทางไป
ไม่นานนักก็เริ่มง่วงอีก ใครมีกล้องก็เล็งแล้วเล็งอีก
สนุกกันใหญ่เชียว ส่วนพี่บังซา เริ่มแอบหลับโดยการเอาผ้าคลุมตัว
ไม่ให้เห็นแสงแดด สะดุ้งตื่นมาบอกพี่สันติให้แวะแพรนางไพรก่อน
พี่สันติพาพวกเรามาที่ จุดภูเขาหินปูน ที่เขาเรียกว่า
กุ้ยหลินเมืองไทย เป็นลักษณะเขาหินปูนล้อมรอบ จุดนี้ที่
พระเอกสรพงษ์ ชาตรี มาแสดงหนังใหญ่ เรื่อง ตะเคียนทอง
ด้วย ฉากที่พระเอกตาย พี่สันติใช้ความสามารถเฉพาะตัว
โดยลัดเลาะเขาหินปูนเข้ามาตรงใจกลางน้ำ ที่ภูเขาล้อมรอบ
หากพวกเราพูดคุยเสียงจะกล้อง เราเริ่ม ตะโกนใส่กัน
ปรบมือ พวกเราตะโกนแซวกัน ร้องเรียกชะนี ผัว ๆ ร้อง
วู้ๆๆๆๆๆๆ ปรบมือจังหวะ หนึ่งสองสาม เรืออีกลำที่เข้ามาก่อน
ก็นึกสนุก เริ่มปรบมือตอบ พร้อมตะโกนเสียง ตอบรับ
สนุกไปอีกแบบ เขาหินปูนสามลูก ซึ่งมีลักษณะไม่สูงใหญ่
อยู่ใกล้ ๆ กัน พวกเราพยายามหามุมที่ดีที่สุด ที่เขาทั้งสามลูกนี้ไม่ซ้อนกัน
ในที่สุดเราก็หาได้ เป็นภาพถ่ายที่เห็นใน post card
ได้เวลา พวกเราก็ออกจากที่นั่น พี่สันติพาพวกเรามาที่แพนางไพร
ขึ้นเยี่ยมชม แพนางไพร ไปดูปลาตะเพียนหางแดง ที่นี่ห้ามตกปลา
ที่นี่เป็นหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งขาติเขาสก ที่
ขส.3 (อ่าวสมเด็จ) จุดขายที่นี่คือ เบื้องหน้าแพ
จะเป็นวิวกุ้ยหลิน
ก่อนกลับป้าโหน่งเหลือบไปเห็นเพื่อนร่วมงาน
พวกเขากำลังออกจากห้องพัก พากันมาเล่นน้ำหน้าแพ
มากัน 20 คน โดยรวม ๆ กันแล้ว เขาแซวกันเองว่า อายุประมาณพันกว่าปีแล้วแหล่ะ
ก่อนลงเรือกลับพวกเราก็ถ่ายหมู่หน้าแพนางไพร ร่ำลาเพื่อนร่วมงานก็ลงเรือเดินทางต่อกัน
ไม่นานนักพวกเราก็ถึงแพโตนเตย เป็นลักษณะแพไม้ไผ่หลังคามุงจาก
มีหลังใหม่ สอง หลัง ที่ดูดีที่สุด นอกนั้นจะดูเก่า
โทรม แพเอียงบ้าง พวกเราได้บ้านหลังใหม่ พักได้
4 คน ต่อห้อง บ้านหลังเก่า สอง ห้อง
เมื่อตกลงกันได้แล้วว่าอยู่ห้องไหน
พวกเราก็แยกย้ายกันไป ทางเดินเป็นทางไม้ไผ่เดินดังกรอบแกรบ
ๆ เสียงดังทีเดียว หากเดินพร้อม ๆ กัน สองข้างทางเดินจะเป็นบ้านแพ
เราพักปลายแพสุด ภายในห้องเป็นที่นอนเบาะฟูก สี่ที่
มีผ้าห่มหมอน ปูอย่างเรียบร้อย แต่มีมอดล่วงหล่น หน้าต่างเปิดได้ต้องเอาไม้คล้ำไว้
ด้านข้างด้านหลังติดน้ำ สามารถลงไปเล่นน้ำได้ อากาศเย็นสบายทีเดียว
ห้องน้ำต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณ 200 เมตร ซึ่งลำบากกับคนสูงอายุ
และคนที่มีปัญหาเรื่องเข่าเลยแหล่ะ หากใครท้องเสีย
คงระเบิดกลางทางแน่นอนค่ะ พวกเราเริ่มหิวแล้ว ดูเวลาก็เที่ยงแล้วนี่นา
ทำไมไม่เรียกกินข้าวกันอีกนะ พวกเราเริ่มโมโหหิวกันแล้ว
แหล่ะ เกือบบ่ายโมง จึงจะได้ทานข้าวกลางวัน ตอนเช้าก็ทานข้าวต้ม
จึงหิวไว พวกเราทานด้วยความหิว คนละสองสามชาม ไม่พูดไม่จา
ที่นี่จัดอาหารให้แบบทานไม่อั้น พวกเราก็ทานไม่อั้นไม่เหมือนกันแหล่ะค่ะ
และแล้วพวกเราก็อิ่มกัน บางคนแซวว่า พออิ่มแล้ว ไม่เห็นมีใครโมโหหิวอีกเลย
อิ่มจนลืมโมโห เปล่า ฮ่าๆๆๆๆๆ อิ่มแล้วพวกเราก็เตรียมตัวพักผ่อนเล็กน้อย
ประกอบกับ เตรียมไฟฉาย เตรียมกล้อง เตรียมถุงกันน้ำ
เตรียมรองเท้ารัดส้น พร้อมก็ออกมาคอยที่หน้าแพ
คุณสันติพาพวกเราไปถ้ำทะลุ
อยู่ห่างจากแพประมาณ 50 เมตร เดินทางโดยเรือแล้วลงเดิน
ถ้ำทะลุ หรือ ถ้ำน้ำหลุ เป็นถ้ำที่มีลำธารไหลลอดผ่านตลอดปี
ตรงที่จอดเรือ จะมีผีเสื้อหลากสีเกาะกันเป็นกลุ่ม
ๆ ตามพื้นดิน เดินไปอีกหน่อย จะเป็นลำธาร น้ำจะไหลสู่ลงทะเลสาบ
นั่นเอง ลำธารประกอบด้วยหินกรวดสีต่าง ๆ มีรวดลายหลายคนอยากเก็บเป็นที่ระลึก
แต่ไม่อยากกับเอามาคืน จึงไม่มีใครใส่กระเป๋าตัวเอง
ทั้ง ๆ ที่อยากได้มาก ลำธารน้ำนี้ สามารถลงลุยไปตามลำธารได้
สองข้างทางเป็นป่ากล้วยป่า มีดังไผ่ พวกเราเดินไป
ประกอบกับคำถาม ถามพี่บัง กับคุณสันติ เรื่อย ๆ ว่า
เมื่อไหร่จะถึง เขาบอกว่านิดเดียว นิดเดียว ซึ่งพวกเราไม่รู้มาก่อนเลย
จึงถามไปเรื่อย ๆ พวกเราเดินลัดเลาะไปตามลำธารน้ำ
สู่ป่าโล่งสลับกับป่าดิบชื้น 1 กม ก็แล้ว สอง กม.
ก็แล้ว พี่พี่ ถึงยัง น้องกาญ เริ่มถามบ่อยขึ้น น้องกาญเป็นเด็กหญิงอายุ
9 ขวบ เป็นเด็กน่ารัก ผิวขาว สวยเหมือนแม่ วันนี้เป็นลูกทริปที่อายุน้อยที่สุด
มากับคุณพ่อและคุณแม่ ซึ่งทั้งสองท่านก็ไม่เคยเดินป่ามาก่อนเช่นกัน
หลายคนเริ่มบ่นแล้วล่ะค่ะ พี่บังนะพี่บัง หลอกกันนี่หว่า
นึกว่าจะมาทริปสบายสักหน่อย ที่ไหนได้ เดินถึกเหมือนเคย
แต่ละคนจุดหมายเดียวกัน คือ ถ้ำทะลุ ซึ่งทุกคนต้องไปให้ถึงให้ได้
แรก ๆ มีคุณพ่อคอยจูงมือ น้องกาญ ตลอดเวลา เราเลยบอกว่า
ลองปล่อยให้เขาเดินเอง แล้วเขาจะรู้สึกสนุกขึ้นเองได้
คุณพ่อก็ลองปล่อยเขาเดินเอง ได้ผลค่ะ น้องกาญ เริ่มเดินแข่งกับพวกเรา
เดินไปพร้อม ๆ กัน โดยมีคุณพ่อ คุณแม่อยู่ไม่ห่างมากนัก
คุณพ่อเริ่มบ่นบ้างแล้ว (คุณสุนทร) คุณแม่ก็เริ่มบ่นบ้าง
เนี่ย ไม่เคยมาเดินแบบนี้เลย หากทิ้งกันละหน้าดูเชียว
คุณสุนทรเริ่มดูแลภรรยาแทนแล้วล่ะทีนี้ ลุงแซมกับป้าโหน่ง
เดินลิ่ว ๆ ไปตามทาง ใครถึงก่อนก็พักก่อนแหล่ะ ด้วยประสบการณ์ที่เดินป่ามาหลายทริป
ลุงแซมกับป้าโหน่งจึงไม่กังวลมากนัก พวกเราก็เดินกันไป
มีน้อง พี่อ๋อ พี่ต่าย คุณบรรเจิด พี่นัท พี่บังซา
และมีพี่สันติคอยเก็บท้ายพวกเรา ไม่ให้หลงทาง แต่เดินยังไงก็ไม่หลงหรอก
และมีกลุ่มที่เดินไปก่อนหน้านี้ เดินทางไปล่วงหน้าก่อนเราไม่ถึง
ชั่วโมง โดยทิ้งล่องลอยการเดินป่าไป คือจะมีน้ำตามทาง
เนื่องจากเดินลุยน้ำ สลับขึ้นบก ปีนท่อนไม้ขวางทาง
ปีนโขดหิน พวกเราเริ่มเดินแบบสนุก โดยชมโน่น ชมนี่
ไม่มุ่งหวังปลายทางมากเกินไป เจอเห็ดเข็ม เจอเห็ดแปลก
ๆ ไม่นานนักพวกเราก็เดินมาถึงปากทางเข้าถ้ำทะลุ ประมาณ
4 กม. กว่า คงได้ เหตุที่เดินไกลเพราะเราต้องเดินอ้อมเขา
ไปสู่ปากทางถ้ำแล้วเดินเข้าถ้ำไปทะลุออกมาอีกทาง ซึ่งจากนั้นก็เดินกลับไม่ไกลประมาณ
สอง กม เห็นจะได้ ตามที่คุณสันติเล่าให้ฟัง
ปากทางเข้าถ้ำ เราได้เจอกลุ่มแรก
ที่เดินล่วงหน้ามาก่อนเรา พอเราไปถึง พวกเขาก็เริ่มเดินหายเข้าไปในถ้ำ
ปากทางเข้าถ้ำ จะมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม มีนกนางแอ่น
ร้องแจ้ว ๆ บินไปบินมา มีกลิ่นขี้ค้างคาวโชยมาจากภายในถ้ำ
พอเดินเข้าไป แสงสว่างเริ่มน้อยลง น้อยลง ทุกคนเริ่มเปิดไฟฉาย
เดินลุยน้ำสลับขึ้นบก บนเพดานถ้ำ มีค้างคาวอย่างหนาแน่น
พอเอาไฟฉายส่งมัน มันจะทำตากระพริบกระพริบ บางตัวทนไม่ได้
ก็บินหนีไป เจอแมงมุมตัวใหญ่ และเจอปลาไม่มีตา แปลกไหม๊คะ
เดินไปตามลานกว้าง และ เริ่มแคบลง ใจกลางถ้ำจะมีน้ำตกไหลมาจากเบื้องบน
ลุงแซมกับป้าโหน่ง ปีนขึ้นไปนั่งให้น้ำไหลผ่านตกบนศีรษะ
ให้พวกเราถ่ายรูปกัน พวกเราก็เดินทางต่อ ทางเริ่มแคบลง
แคบลง โดยเดินได้ทีละคน บางจุดมีน้ำกว้างกั้น ก็ต้องลุยน้ำไป
ลึกบ้าง ตื้นบ้าง ข้างหน้ามีเชือกห้อยลงสู่เบื้องล่าง
มีน้ำและน้ำไหลแรงมาก ทุกคนต้องโหนเชือกไปทีละคน โดยน้องกาญขี่คอ
ทยอยไปเรื่อย ๆ ไปตามแรงน้ำ จนถึงอีกฝั่ง พี่นัท ซึ่งว่ายน้ำไม่เป็น
จังหวะที่เชือกหย่อนพอดี ทำให้เขาไม่ระวัง จมหายไปเลย
เรานึกว่า เขาดำน้ำทำไม ไม่นานนักเขาก็โผล่ขึ้นมา
ว่าย ป๋อมแป๋ม ๆ เหยียบพื้นได้เท่านั้นแหล่ะ ก็โวยวายใหญ่
ฉันเกือบตายแล้วเนี่ยรู้ไหม๊ อ้าว ก็นึกว่าดำน้ำเล่นนี่
ก็ใคร ๆ ก็มาได้หมดนี่นา ปลายเชือกเขาน่าจะผูกขึงไว้กับก้อนหินปลายทาง
ไม่ใช่ปล่อยให้หย่อยมากขนาดนี้ ทุกคนก็ปลอดภัย เดินออกมาอีกไม่นาน
ก็ถึงปากทางออกจากถ้ำ มีแสงลอดส่องเข้ามา ทุกคนเริ่มส่งเสียงดีใจ
ปากทางออกแคบมาก เมื่อออกมาแล้วแทบมองไม่เห็นเลยว่า
มีทางออกทางนี้ด้วย เพราะมีโขดหินบังอยู่ ทุกคนเริ่มยิ้มได้
ถ่ายรูปหน้าถ้ำก่อนทิ้งล่องลอยด้วยภาพแล้วเดินทางกลับ
ระหว่างทาง ทุกคนเริ่มสนิทกันมากขึ้น ด้วยการพูดคุยกันระหว่างทาง
ระหว่างผจญภัยภายในถ้ำ โดยเฉพาะน้องกาญเริ่มเห็นได้ชัด
เริ่มไว้ใจทุกคน เพราะน้องกาญได้รับความช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้กับคุณพ่อและคุณแม่
ขากลับคุณสุนทรปล่อยให้ลูกเดินเอง แต่ยังไม่หายห่วงทีเดียว
ยังมีการส่งเสียง วู้ๆๆๆๆๆ ตามหลัง คล้าย ๆ บอกว่า
คอยพ่อด้วยดิ น้องกาญ ไม่สนพ่อแล้วแหล่ะ ก็สนุกกับการเดินนี่นา
พ่อเดินช้า แม่ก็เดินช้า พวกเราเดินตามลำธารเดิม
มาเจอเถาวัลย์ใหญ่ พี่บัง ปีนขึ้นไปห้อยโหน เหมือนชิงช้า
ร้องผัว ๆ ให้พวกเราถ่ายรูปกัน แหม คนอะไรเหมือนจังเลย
แต่พี่ต่าย บอกว่า เหมือนลิงอุรังอุตังมากกว่า ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
ก่อนถึงปลายทาง เจอขอนไม้พลาดอยู่ก็นั่งขอนไม้เรียงกันเป็นแนวเดียว
ทำท่าเหมือนเครื่องบินจะร่อนลง ให้ลุงแซม ถ่ายรูป
แหม สนุกดีแท้ พี่ต่ายก็โดนแซวมาตลอดทางเช่นกัน
เรื่องร้องเท้า adda เพราะมันลื่นเวลาเดินโดนน้ำ
พอเวลาเดินบนขอนไม้ ก็ต้องถอดร้องเท้าเดินข้ามไป
เวลาลื่นทีส้นเท้าเกือบไปอยู่ปลายรองเท้า พวกเรามาถึงเรือ
และเดินทางกลับที่แพ พวกเราขึ้นไปเอาเสบียงขนม น้ำแข็ง
เครื่องดื่ม เพราะยังไม่เย็นมากนัก พี่สันติ จะพาพวกเราไปเล่นน้ำกลางทะเลสาบ
พร้อมดูนกเหงือกไปด้วย พวกเราเล่นน้ำนานทีเดียว
น้ำอุ่นมาก ไม่หนาว เล่นจนเห็นเรือลำอื่น ๆ เขาวิ่งไปอีกทาง
ก็เลยถามว่าเขาไปไหนกันอ่ะ พี่สันติบอกว่า เขาไปดูนกเหงือกกัน
พวกเราก็อยากไปบ้าง จึงตัดสินใจกลับแพ ไปอาบน้ำแต่งตัวออกไปดูนกกัน
โดยให้เวลาแค่ 15 นาที ทุกคนต้องพร้อมที่หน้าแพ
เพราะเกรงว่าจะเย็นเกินไป ถ้าหากไปตอนนี้ก็เกรงว่าจะหนาวกันเสียก่อน
พวกเราไปแต่งตัวเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนจะดีกว่า
บางคนขึ้นเขาไปอาบที่ห้องน้ำ บางคนอาบที่หลังบ้านพักนี่แหล่ะ
กระโดดน้ำตูม แอบล้วง แอบถู สบู่ ผลัดผ้ากันหลังบ้าน
(หลังบ้านจะเป็นแคร่เหลือจากกั้นห้อง พอนั่งเล่น
ขาหย่อนน้ำลงไปได้ อากาศเย็นสบาย เหมาะสำหรับนอนดูดาว
นั่งเล่น) ไม่นานนัก ก็เรียบร้อย
พวกเรามาดูนกเหงือกกัน โดยส่องกล้องดูนก ยืมลุงแซมดูบ้าง
ผลัดกันดู เราเริ่มเข้าไปดูใกล้ ๆ เห็นนกเหงือกมากจริง
ๆ บนต้นไม้สูง ๆ มีอยู่ตัวหนึ่ง อยู่บนกิ่งไผ่ พวกเราเฝ้าดูพฤติกรรมของมัน
มันอยู่ตัวเดียว ไม่นานนัก ก็มีบินมาอีกตัว มาเกาะกิ่งไผ่
ตัวละกิ่ง ทำท่าสะบัดตัวไปมา เหมือนโชว์สาว เดาเอาว่า
ตัวที่คอยอยู่คือตัวเมีย ตัวที่บินมาคือตัวผู้ ไม่นานนัก
ตัวนั้นก็บินหายไป อีกไม่นานเหมือนกัน นกเหงือกอีกตัวก็บินมาเกาะกิ่งไผ่
ทำท่าสะบัดตัวเช่นกัน แต่ตัวนี้พิเศษกว่า ใช้ปากสีกันอยู่พักหนึ่ง
แล้วมันก็ชวนกันบินหายไป บ้างก็เข้าใจว่า คงมาเลือกคู่นอนกัน
หากถูกใจก็บินไปด้วยกัน บ้างก็บอกว่า นกเหงือกเป็นสัตว์สังคม
จะมารวมตัวกันตอนเช้า ก่อนที่จะบินออกไปหากิน พอตกเย็นก็จะบินมารวมกัน
ทักทาย คุยกัน ก่อนที่จะบินเข้ารัง
พวกเรานั่งดูนกตัวอื่น ๆ
กันอีก ดูจนมืด มองอะไรไม่เห็น พวกเราก็กลับแพ พอไปถึงแพ
เห็นคนอื่น ๆ นั่งโต๊ะ ทานอาหารเย็นกันไม่มีที่ว่างให้พวกเรานั่งเลย
พวกเราก็เลยเข้าห้องไป นานมาก ทีเดียว ทำไมเขาไม่ยอมมาเรียกสักที
ก็เลยปลอกมะม่วง มีน้ำปลาหวานมาจากบ้าน โดยฝีมือนายนัท
ปลอกจนหมด พวกเราก็เริ่มหิว เริ่มโมโหหิวอีกแล้วค่ะ
เพราะไม่มีท่าว่า จะมีโต๊ะให้พวกเรานั่งกันเลย พวกเราเลยเอาเสื่อที่บ้านพัก
ชวนกันมากินมะม่วงน้ำปลาหวานกันหน้าแพ และบอกแม่ครัวว่า
เราทานข้าวหน้าแพได้เปล่า เพราะท่าทางแขกคุณจะลุกกันยากส์นะ
เห็นอิ่มแล้วก็ยังนั่งคุยกันอยู่ เขาบอกว่าได้ อาหารเตรียมไว้นานแล้ว
เขาก็ยกมาให้ จนครบ พวกเรากินแบบโมโหหิวอีกแล้วค่ะ
แม่ครัวยกหม้อข้าวใบใหญ่มาให้เลย สงสัยไม่มีภาชนะใส่
เพราะแขกเยอะมากคืนนี้
วันนี้มีปลาแรดทอด แกงเหลืองปลาหน่อไม้ดอง
ต้มจืด ผัดผัก ทานแบบไม่อั้นเช่นกัน ใครอิ่มก็เริ่มถอย
ตบท้ายด้วยผลไม้ มีแตงโม กับ สัปปะรด และมะม่วงจิ้มน้ำปลาหวานกัน
พวกเราเริ่มตั้งวงคุยกัน มีน้ำปลาหวานกับมะม่วงเป็นเพื่อน
ส่วนพี่บังพี่สันติมีเหล้ากับกับแกล้มเป็นเพื่อนแก้เหงาปาก
พอดึก หน่อย ก็เริ่มดีดกีต้าร์ร้องเพลงประสานเสียงกัน
จนได้เวลาก็เริ่มง่วงไปเข้าห้องน้ำ เข้านอน อีกหลายคนยังฟังร้องเพลงกันอยู่เลย
จนคนข้างห้อง มาบอกว่า พี่ร้องเพลงเพราะจังเลย แต่ตอนนี้ดึกแล้ว
เลิกเล่นเหอะ จะนอนแล้ว ทุกคนเลยวงแตก เข้านอนกันไปตามระเบียบ
(ตอนเช้าพี่บังมาเล่าให้ฟังค่ะ เราหลับไปนานแล้ว)
วันที่
2 พฤษภาคม 2547
คืนนี้ตื่นมาแต่ดึก เพราะปวดท้องหนัก
มองหาคนโน้นคนนี้ ก็ไม่มีใครตื่น ก็เลยเดินไปคนเดียว
กับไฟฉายตีกบ มันช่างมืดเงียบสนิท ดีแท้ นึกในใจ
จะมีผีเปล่าหว่า แต่ด้วยที่ปวดท้องอย่างหนัก ผายลมตลอดทาง
เดินดังกร๊อปแกร๊บ ๆ ตามทางเดินไม้ไผ่ อย่างเร็ว
พอถึงตีนเขา เท่านั้นแหล่ะ ไม่ทันแน่เลย ปวดจริง
ๆ เดินกึ่งวิ่ง แบบปวดขามาก ทางชันเหลือเกิน เขาบอกว่าประมาณ
200 เมตร ไม่แน่ใจว่าถึงเปล่านะ พอเข้าห้องน้ำได้ล็อคประตูทันที
หายกลัวผีทันที เปิดไฟวางไว้ นั่งเมื่อยมาก เพราะปวดขา
อะไรจะลำบากขนาดนี้เนี่ย เสร็จภาระกิจ รีบเดินลงจากเขา
แบบปวดขาอย่างหนัก เมื่อวานเพิ่งไปตลุยถ้ำมานี่นา
เดินทางสู่ทางไม้ไผ่ เจอลุงแซม กำลังออกจากห้อง
ถามว่าไปไหนหรอ ตอบแบบก้มหน้าก้มตาเดิน ไปห้องน้ำ
(มาบอกทีหลังว่าปวดหนักแทบแย่เหมือนกัน)
สบายตัวแล้วเรา ก็นอนต่อ พอ หกโมงเช้าเท่านั้นแหล่ะ
เสียงนกอะไรไม่รู้ร้องเสียงดังมาก กับชะนี ร้องเรียกหากัน
ทุกคนตื่นกันหมด ล้างหน้าแปรงฟันกันข้างแพ บางคนก็ขึ้นเขาไปห้องน้ำ
ลุงแซมแอบเอาเรือออกไปพายกันสองคนกับป้าโหน่ง สุดท้ายนำป้าโหน่งมาส่งที่แพ
บอกว่า ตัวหนักแถมตัวถ่วงด้วย จะไปถ่ายภาพวิวหมอกสักหน่อย
น้องกาญ กับ คุณสุนทร ก็ออกไปพายเรือบ้าง โดยมีคุณแม่
คอยถ่ายรูปอยู่หลังบ้านพักตัวเอง โดยคุณสุนทรพายมาใกล้
ๆ ได้เวลาก็มาหากาแฟ โอวัลติน ดื่มกัน ขนมปังทาเนยปิ้ง
จิ้มแยม ข้าวต้มปลา กับ ข้าวต้มหมู นั่งทานหน้าแพ
โดยหันหน้าไปทางทะเลสาบ วิวข้างหน้าช่างสวยยิ่งหนัก
เจริญอาหารกันทีเดียว ทานแบบไม่อั้นเช่นกัน ได้เวลาพวกเราก็แยกย้ายกันไปเก็บสัมภาระ
มาพร้อมกันหน้าแพ เพื่อเดินทางต่อ
พี่สันติพาพวกเราเดินทางกลับ
โดยนั่งเรือลำเดิม ระหว่างนั่งกลับก็เก็บภาพไปเรื่อย
ๆ ซึ่งต่างจากเมื่อวาน พอนานเข้า บางคนนั่งหลับ
บางคนนั่งเม้าส์ พี่บังทำหน้าที่อัดวีดีโอ สักพักก็แอบหลับเหมือนกัน
ยังมีนกเหงือกบินมาให้เห็นอยู่ไกลบนยอดไม้ มีเขาหินปูนลูกหนึ่ง
มีบังซาเล่าว่า บนยอดเขาจะมีตาแป๊ะนั่งอยู่ ตามตำนานเล่าว่า
มีผู้ชายใส่หมวกจีนนั่งคอยเรือจะข้ามฝั่ง คอยแล้วคอยเล่า
เรือก็ไม่มา นั่งคอยหลายปีจนกลายเป็นหิน จะเชื่อดีไหม๊เนี่ย
ชั่วโมงกว่า ๆ พวกเราก็ถึงฝั่งจุดเดิมที่เราลงเรือตอนขามา
อากาศร้อนมาก พวกเราแบกสัมภาระขึ้นบกกัน โดยเดินขึ้น
หลายคนเริ่มบนปวดขาอีกแล้ว เดินไปพักไป โดยเฉพาะคุณสุนทรกับภรรยา
และพี่อ๋อ พี่ต่าย
ขณะที่นั่งปรึกษากันว่าเราจะไปเที่ยวไหนกันก่อนที่จะเข้ารีสอร์ทต้นไม้
ประกอบกับนั่งคอยพี่บังซากับพี่นัท จัดขึ้นสัมภาระบนหลังคารถตู้
ก็ได้เจอกลุ่มทัวร์ทีเคที พี่บังเลยถามว่าเจอดอกบัวผุดกันหรือเปล่า
ทุกคนบอกว่าเจอเพิ่งบานเมื่อวานนี้เอง พวกเราก็เลยสรุปกันที่
อช.คลองพนม ไปเดินหาดอกบัวผุดตามโปรแกรมเดิมที่ตั้งไว้
เพราะทางอช.เขาสกแจ้งว่า วันนี้ไม่มีดอกบัวผุด พวกเราคิดว่าหากมาเขาสก
แล้วไม่ได้เจอดอกบัวผุดด้วยตา ก็มาไม่ถึงแน่นอน
เลยใช้วิธีถามลูกทริปกลุ่มทัวร์ว่าสวยไหม๊ดอกบัวผุด
เขาเลยหยิบกล้องดิจิตอลมาเปิดให้ดู สวยจริง ๆ เราเริ่มชักชวนคุณสุนทรและภรรยา
บอกว่า ไหน ๆ ก็มาแล้ว จุดประสงค์ของพวกเราก็คือ
ดอกบัวผุด ไม่ใช่หรือ พวกเราไปลุยกันเถอะ คุณสุนทรจึงตอบตกลง
เพราะตั้งแต่นั่งเรือมา คุณสุนทรบอกว่าจะพักผ่อนไม่ไปเดินหาดอกบัวผุดเพราะเหนื่อย
ลูกทัวร์ทีเคทียังบอกอีกว่า ดอกบัวผุดดอกนี้ เดินไม่ไกล
กิโลกว่า ๆ เองก็ถึงแล้ว จึงลงมติไปดูดอกบัวผุดกัน
พวกเราจึงเดินทางต่อ ระหว่างทางเราแวะเยี่ยมชม
อช.คลองพนม กันก่อน ปั้มพาสปอร์ต และสอบถามเกี่ยวกับดอกบัวผุด
ดอกบัวผุดที่พวกเราจะไปดูนี้ อยู่ในเขตพื้นที่ของ
อช.คลองพนม ที่คลองพนม ยังมีถ้ำแก้ว ถ้ำปลาให้ดูกัน
พวกเราเลือกถ้ำปลา ไปดูปลาตะเพียนหางแดง ซื้ออาหารปลากับเด็ก
ๆ ปลาตะเพียนหางแดงว่ายแย่งกันกินอาหารยั้วเยี้ยมากมาย
ได้เวลาก็เดินทางกลับ ผ่านจุดที่จะเข้าไปดอกบัวผุด
แต่นี่เที่ยงกว่าแล้ว พวกเราจึงเขา รีสอร์ทต้นไม้
ก่อน ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก วันนี้มีข้าวผัดผักกับต้มจืดและผลไม้เป็นอาหารกลางวัน
ทานเสร็จแล้วก็ย่อยอาหารโดยการเดินสำรวจรีสอร์ท
ที่นี่สะพานโยงเชื่อมไปอีกฝั่งคนละเจ้าของสามารถเดินข้ามไปได้
และเดินไป กิโลกว่า ก็สามารถเข้าถึง ที่ อช.เขาสก
ได้ด้วย ที่นี่มีพันธุ์ไม้แปลก ๆ หลายอย่าง เช่น
ดอกดาหลา ต้นกล้วยปลีสีม่วง ฯลฯ ทุกคนจับจองห้องพักกัน
แยกย้ายขนสัมภาระขึ้นบ้านต้นไม้ รีสอร์ทแห่งนี้
มีบ้านต้นไม้ สี่ หลัง ไม่ไกลกันนัก มีบ้านแฝดด้วย
และมีบ้านพักเรือนไทยหลังเล็ก ๆ สร้างโดยคนฝรั่ง
คนหนึ่ง ขออนุญาติสร้างที่นี่ โดยอนุญาติให้เช่ากับแขกได้
เขาจะมาพักผ่อนปีละครั้ง บ้านต้นไม้เป็นบ้านไม้ทั้งหลัง
แต่บรรไดขึ้น เป็นกรงเหล็ก ฐานบ้านและโครงเหล็กจะยึดติดกับต้นไม้
ซึ่งดูแล้วก็น่าสงสารต้นไม้ไม่น้อยทีเดียว บนบ้านจะมีห้องน้ำทุกหลัง
มีเตียงคู่ และเตียงเสริม มีมุ้งแบบปักฏฎ ใช้ต้นเทียนเป็นแสงไฟ
ดูแล้วก็ธรรมชาติ ป่าไม้ที่นี่สมบูรณ์ มีต้นเงาะ
มีต้นมังคุด เจ้าของรีสอร์ทได้ปลูกเป็นอาชีพหลัก
ได้เวลาเตรียมพร้อม น้ำ เสบียง
หมวก ก็เดินทางโดยรถตู้ไปยังจุดที่เจอบัวผุด อยู่ในเขตพื้นที่
อช.คลองพนม ขับรถเข้าไปไม่ลึกนักก็เจอบ้านลุงวิมล
ออกมาต้อนรับ พร้อมเด็ก ๆ และลูกหมาพันธุ์ทางน่ารัก
ๆ ตัวหนึ่ง ลุงวิมลเล่าว่า มีดอกบัวผุดบานอยู่สองดอก
ดอกแรกบานห้ากลีบ ซึ่งใหญ่มาก อีกดอกบาน 7 กลีบ
อยู่ห่างจากดอกแรกประมาณ 40 เมตร และยังมีดอกกำลังแย้ม
และดอกตูม อยู่ข้าง ๆ ด้วยเช่นกัน
พวกเราก็เดินทางโดยทางเท้า
ลักษณะเป็นทางลูกรัง เป็นทางขึ้น ระหว่างทางเจอรถเคนมาไถให้เป็นทางถนนใหญ่
จริง ๆ แล้ว ไม่น่าไถกลบต้นไม้เลย น่าจะอนุลักษณ์ทางไว้เช่นเดิม
ทางแคบก็เหมาะกับป่ามากที่สุดแล้ว ทางเดินจะมีต้นยางพารา
มีกะลาลองยางตามลำต้นยางทุกต้น เดินไปตามทาง แนวทางเดินลาดขึ้น
ซึ่งดูแล้วก็เหนื่อยเอาการณ์ทีเดียว ทุกคนเริ่มเหงื่อตก
เหนื่อยก็พักตามทาง มีลุงแซมกับป้าโหน่ง นำหน้าลิ่ว
ๆ ตามเคย มีพี่บัง พี่ต่าย คุณสุนทรและครอบครัว
อยู่ท้าย ส่วนเราอยู่กลาง ๆ มีลุงวิมลคอยนำทาง จริง
ๆ ลุงแซมกับป้าโหน่งนำทางมากกว่าม้างเนี่ย เพราะทางเดินง่ายไม่หลง
แต่ทางชันและราบ เท่านั้นเอง พอมาถึงจุดพัก ก็นั่งพักกัน
ไม่นานนักก็เดินต่อ ใครบอกว่ากิโลกว่า ๆ ก็ถึงแล้ว
สอง กิโลแล้วนะเนี่ย ลุงวิมลบอกว่า คงวัดผิดม้าง
555555 เปล่าหรอก คงใช้มาตรฐานการวัดคนละแบบ บางคนคะเนเอา
ก็ว่ากันไป แต่ก็เหนื่อยแหล่ะ
ในที่สุดพวกเราก็ได้เห็นดอกบัวผุดดอกแรก
ซึ่งคุณสุนทรไม่ค่อยสนใจนัก เพราะเหนื่อย นั่งหน้าซีดอยู่ไม่ไกลดอกบัวผุดนัก
ปล่อยให้พวกเราตื่นเต้น กรีดกร๊าดไปกันก่อน หลายคนเอาหน้าไปเทียบแล้วถ่ายรูปให้เห็นความใหญ่ของดอก
โดยมีลุงแซมถ่ายรูปดอกบัวก่อนหน้านี้แล้ว ก็เลยไปถ่ายดอกแย้มบ้าง
คุณสุนทรตะโกนบอกว่า ผมจะถ่ายบ้าง ให้ลูกสาวไปยืนใกล้
ๆ แหมนึกว่าไม่สนใจ เสียแล้ว เจ้าน้องอยากพิสูจน์กลิ่นบ้าง
เขาบอกว่าเหม็นกัน แต่น้องบอกว่า ไม่เห็นเหม็นเลย
แต่เราว่าไม่เห็นเหม็นเลย ก็แค่ไม่มีกลิ่นหอมชวนดมเท่านั้นเอง
แต่ดอกนี้ มีห้ากลีบซึ่งดูแล้วสมบูรณ์ดอกหนึ่งทีเดียว
บัวผุดเป็นพืชกาฝากชนิดหนึ่งที่อาศัยกินน้ำเลี้ยงจากไม้เถา
ชื่อว่า ย่านไก่ต้ม ดอกบัวผุดเมื่อยังตูมอยู่ มีลักษณะคล้ายหัวกะหล่ำปลีสีน้ำตาลเข้ม
เมื่อดอกบานมีลักษณะคล้ายกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่มีกลีบหนาอุ้มน้ำ
5 กลีบ จะบานในราว ๆ เดือน พย-มค (แต่ละดอกบาน 5-6
วันก็จะเหี่ยว) มีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก 70-80
ซม. นับเป็นดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย
ฝนเริ่มโปรยมาอย่างหนัก พวกเราเลยเร่งฝีเท้ามาชม
ดอก 7 กลีบ ซึ่งไม่ไกลนัก ต้องใช้ผ้าคลุมฝนบังไม่ให้กล้องโดนน้ำเวลาถ่ายภาพ
ทุกคนไม่ได้เตรียมกันฝนเลย มีแต่หมวกคนละใบเท่านั้น
ฝนโปรยมาเป็นระยะ แล้วหายไป ได้เวลาพวกเราก็เดินลง
ฝนก็ยังโปรยอยู่เล็กน้อย ๆ ทางลาดลงตอนขาลง ซึ่งจะลื่นมาก
ใครจับกบไปกันกี่ตัวเนี่ย น้องกาญลื่นล้มมือไปโดนหนามเลือดออกนิดหน่อย
ร้องได้โยเยใหญ่ ปลอบยังไงก็ไม่หาย คงเหนื่อยและคงเบื่อแล้ว
ไม่เหมือนเดินในถ้ำ เพราะมีน้ำให้ลุยไม่เบื่อกระมัง
ส่วนลุงแซมเดินลื่นตกลงไปในรูกระดานไม้ทางข้าม ทะลอกเลือดซิบ
ๆ ช่วยกันฉุดขึ้นมาใหญ่ ส่วนป้าโหน่ง โดนแซว ห่วงแต่กล้องไม่ห่วงสามี
55555 ไม่นานนักก็ถึงบ้านลุงวิมล พวกเราร่ำลาลุงวิมล
เด็ก ๆ และเจ้าหมาน้อย อ้วนพี
ยังไม่มืดมากนัก พวกเราจึงไป
อช. เขาสกกัน อยากจะไปเล่นน้ำตก แต่พอไปถึง เห็นป้ายเขียนบอกว่าน้ำตก
11 ชั้น ระยะทาง 4 กม. ทุกคนถอยเลยค่ะ ไม่เอาแล้ว
แต่ยังมีการรักษาฟอร์ม พี่อ๋อ คุณสุนทร สะบัดไม้สะบัดมือ
พวกเราไปกันเหอะ ไม่เหนื่อยหรอก แค่นี้เอง แหม รู้ทันตัวหรอกน่า
อย่ามาฟอร์มเสียให้ยากส์เลย ที่ทำการก็ปิดแล้ว ไว้พรุ่งนี้เรามาเยี่ยมใหม่
จะมาประทับตราพาสปอร์ตด้วย ทุกคนก็กลับรีสอร์ทบ้านต้นไม้กัน
พี่บัง กับเด็ก ๆ ลูกเจ้าของรีสอร์ท ลากห่วงยางใหญ่มาก
ๆ กลิ้งไปที่ลำธารน้ำ ด้านข้างของรีสอร์ท เรียกพวกเราไปเล่นน้ำ
โหนเชือก ดูลิง หรือ ลิงดู ก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ เห็นลิงมาดูพี่บัง
กับเด็ก ๆ โหนเชือก กระโดดน้ำกันตูม ๆ หลายคนลองโดดบ้าง
ลุงแซมเริ่มจับภาพคนโหนเชือกให้ลิงดู55555555 ลำธารแห่งนี้น้ำไม่มาก
จุดที่เราเล่นเป็นจุดน้ำลึกสามารถยืนได้ มีโขดหินให้ปีนป่ายขึ้นไปตั้งหลัก
แล้วโหนเชือกโดนน้ำกัน เด็ก ๆ แสดงการเล่นโหนเชือกโดนน้ำให้ดู
มีท่านินจาเดินน้ำ มีท่าปล่อยมือ นั่งแบบชิงช้า
ห้อยโหน แล้วโดนน้ำ เจ้าตัวเล็ก คอยแย่งพี่ เล่น
ต้องคอยแย่งเด็กเล่นด้วยนั่นแหล่ะ แขกมาก็ต้องให้แขกเล่นซิ
ไม่ใช่แย่งแขกเล่น พี่บังแซวเด็ก เด็กอายุแค่ 4
ขวบม้าง แกจะไปรู้เรื่องอะไร ฮ่าาาาา ก็มีเพื่อนมาเล่นด้วย
ชอบตายเลยแหล่ะคราวนี้ พวกเราเล่นจนมืด แล้วกลับห้องพักกัน
อาบน้ำอาบท่า แยกย้ายกันไป
ในห้องอาบน้ำมีคนมาแอบดูเราด้วยแหล่ะ
แหม ไม่ใช่คนค่ะ เจ้าหิ้งห้อย นั่นเอง ทำแสงลิบลี่ลิบลี่มาแต่ไกล
แล้วเข้ามาในห้องน้ำ น้ำฟักบัวที่นี่แรงมาก อาบสะใจไปเลย
เกือบจะสองทุ่มแล้ว พวกเราก็ลงไปทานข้าวกัน ทุกคนต้องตกตะลึง
เพราะโต๊ะอาหารของเรา จัดแบบโรแมนติกมาก มีเทียนขาวจุดแทนแสงไฟฟ้า
มีกองไฟกองใหญ่ อยู่ไม่ใกล้ ๆ โต๊ะกินข้าวเป็นโต๊ะไม้ไผ่
ทุกคนเริ่มหิว ฝนครึม มีเสียงฟ้าร้องเป็นระยะ พวกเราทายกันว่า
ตก ไม่ ตก หลายคนบอกตก แน่นอน
วันนี้ มีน้ำพริกกระปิผักต้ม
ผัดผักคะน้า ต้มจืม แกงส้มหน่อไม้เหลือง ทุกคนพร้อมก็ลงมือทานกันแบบหิว
เผลอแป๊ปเดียวเกือบหมด พี่บังมาอัดวีดีโอ เกือบเกลี้ยงโต๊ะ
ระหว่างทานอาหารแซวกันไปแซวกันมา อยู่ดีดี ก็มีลูกหนูตัวเล็ก
ๆ วิ่งไต่จากใต้โต๊ะ ขึ้นมาบนโต๊ะ ป้าโหน่ง ตกใจ
ยืนร้องโวยวายอยู่บนเก้าอี้ ส่วนคนอื่น ๆ นั่งจ้องมองหน้าหนู
ว่ามันจะวิ่งไปทางไหน ดูเหมือนมันเฉื่องไม่กลัวคน
มันก็คงงง จะหนีไปทางไหนดี โน่นก็คน นี่ก็คน คนโน้นคนนี้
ช่วยเอามือปัดไล่ สุดท้าย พี่สุนทรช่วยไล่ได้สำเร็จ
หมดเกมส์ไล่หนูลงรู ฮ่าๆๆๆๆๆ พออิ่มพวกเราเริ่มคุยกันแซวกัน
ยกเรื่องหนูมาคุย หนูมันมาจากไหน หนูมันก็มาจากรู
ทุกคนคุยกันสนุกสนาน พี่สุนทรไปเติมเชื้อเพลิงที่กองไฟ
มารู้ทีหลังว่า ที่จุดเทียนให้ เพราะไฟฟ้าทั้งอำเภอดับหมด
คุยกันแซวกันอย่างเมามันส์ จนฝนเริ่มโปรยลงมา วงเริ่มแตก
บ้านใครบ้านมันล่ะคราวนี้ ทุกคนเข้านอนกันด้วยความง่วงและเพลีย
แต่ยังติดคุยกันอยู่เลยเนี่ย หากฝนไม่ตก คงนั่งยาวยันเที่ยงคืนแน่
ๆ ไม่เหมือนคืนแรก นอนเร็วกันเพราะเหนื่อยจากการที่อดนอนกันมาทั้งคืนระหว่างเดินทางมาสุราษฎร์
เช้านี้ตื่นเพราะเสียงนกร้อง
และ ชะนี ร้องเรียกกันอีกแล้ว ทุกคนทำธุระส่วนตัว
อาบน้ำแต่งตัว เก็บสัมภาระ ชมนกชมไม้ ถ่ายรูปกันเพลิน
ได้เวลาก็ขนสัมภาระขึ้นรถ ทานข้าวต้ม กาแฟ โอวัลติน
ผลไม้ ก่อนร่ำลา รีสอร์ทต้นไม้ ระหว่างเดินทางออกจากบ้านต้นไม้
พี่บังเปิดวีดีโอที่อัดถ่ายพวกเราไว้ เปิดให้พวกเราดู
หัวเราะ หวีดหวิว กันทั้งคัน แซวกันไปแซวกันมา หัวเราะคลื้นแคลงภาพและคำบรรยายจากพี่บัง
ไม่นานนักพวกเราก็ถึง อช. เขาสก
อีกครั้ง เข้าฟังบรรยาย 14 นาที กันก่อน เขาสก ได้ชื่อว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีความสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย
จนได้รับขนานนามว่า กุ้ยหลินเมืองไทย
ในอดีตนั้น เขาสก
มีชื่อว่า บ้านศพ เนื่องจากมีเขาลูกหนึ่งที่รูปร่างคล้ายยักษ์นอนตาย
เรียกว่า ภูเขาพันธุรัตน์ สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าดงดิบชื้นที่อุดมไปด้วยพันธุ์มห้มีค่านานาชนิด
จุดเด่นที่น่าสนใจ มีตั้งน้ำ บัวผุด น้ำตกสิบเอ็ดชั้น
น้ำตกบางหัวแรด ถ้ำน้ำหลุ(ถ้ำน้ำทะลุ) ถ้ำสี่รู
ทุ่งไข่ห่าน อ่างเก็บน้ำเชี่ยวหลาน พวกเราไปแค่
มีอีกมากทีเดียวที่เราไม่ได้ไปเราไปแค่สามแห่งเอง
คือ บัวผุด เขื่อนเชี่ยวหลาน ถ้ำน้ำทะลุ คงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเที่ยวครบทั้ง
อช.เขาสก ทีเดียว
ก่อนกลับพวกเราเลือกซื้อของที่ระลึก
มีหมวก มีเสื้อ ฯลฯ แล้วเดินทางกันต่อ พวกเราไปบ้านถ้ำผึ้ง
ซึ่งเป็นทางผ่านก่อนถึง ปากทางเข้าเขื่อนฯ ไปดูบึงมหัศจรรย์น้ำดันทรายดูด
เป็นบึงที่มีน้ำใส ลึกประมาณ 4 เมตร ตรงก้นบึงจะมีลักษณะคล้ายกับมีแรงดันทำให้ทรายที่บริเวณนั้นถูกดันขึ้นมาตลอดเวลา
หารมีการปรบมือ หรือ ทำให้เกิดการสั่นสะเทือน จะยิ่งทำให้มีแรงดันเพิ่มมากขึ้น
พี่บังพาพวกเราไปตามถนนลูกรัง โดยมีนายกสมาคมบ้านผึ้งเป็นผู้นำทางโดยมอเตอร์ไซด์
พอไปถึง เขาก็นำทางพวกเราเดินทางลงไปยังบ่อ พวกเราสังเกตุเห็นคุณบรรเจิด
ใส่เสื้อสีดำ แต่ด้านหน้ามีภาพกล้วยสุกปลอกเปลือกหลากพันธุ์
หลายประเทศด้วยกัน ทำให้จุดประกายการแซวกันเรื่องกล้วย
กล้วยเล็ก กล้วยใหญ่ กล้วยไทย กล้วยต่างชาติ ใครชอบแบบไหน
พันธุ์ไทยเลือกได้เลย ฮ่าๆๆๆๆ ออกจะทะลึ่งไปหน่อยนะ
แต่สร้างสีสรรได้แยะ ทีเดียว พวกเราฟังบรรยายเรื่องบ่อน้ำดันทรายดูด
จนรู้สึกง่วง พี่สุนทร เริ่มเดินถือกล่องบริจาค
ทำตาปริบ ๆ ใส่หมวก คล้ายญี่ปุ่นอพยพ เหมือนเด็กยืนตามห้างคอยรับบริจาคเงินจากคนเดินผ่านไปผ่านมา
สร้างความฮือฮาให้ในกลุ่มพวกเราอีกแล้ว เงินบริจาคเป็นเงินช่วยเหลือทางด้านสาธารณูโภคในอนาคต
จัดหาทุนสร้างห้องน้ำไว้บริการนักท่องเที่ยวที่มาเยือนบ่อน้ำดันทรายดูดแห่งนี้
นั่นเอง หลังจากฟังบรรยายกันจบแล้ว บางคนเริ่มพิสูจน์การดูด
โดยการถอดร้องเท้า เหยียบลงไปในน้ำที่มีทราย หากขยับขาสั่นไปสั่นมา
ทรายจะค่อย ๆ ดูด ซึ่งดูแล้วจะไม่ค่อยรู้สึกโดดดูดสักเท่าไหร่
แต่ภรรยาพี่สุนทรเริ่มลองเอาทรายมาขัดผิวที่แขน
ถูไปถูมา แล้วบอกว่า ทรายละเอียดกลมนุ่มมากเวลาขัดผิว
ไม่แสบไม่ร้อน เวลาล้างออกรู้สึกผิวนุ่มขึ้น พี่สุนทรเลยเอาใจภรรยา
ขุดทรายใส่ถุงกลับบ้านเลยค่ะ
ได้เวลาก็ขึ้นจากบ่อน้ำดันทรายดูด
แต่ยังแซวเรื่องกล้วยกันอยู่นั่นแหล่ะ จนน้องกาญ
เรียกคุณบรรเจิดว่า พี่กล้วยไปแล้ว พวกเราแวะทานข้าวเที่ยงที่ตลาดปากทางเข้า
เขื่อนเชี่ยวหลาน หลังจากนั้นก็เดินทางกลับ กทม
ทันที แวะซื้อของฝากผลิตภัณฑ์ทำจากกล้วยเล็บมือนาง
ไข่เค็มไชยา กะปิ และแวะทานอาหารเย็นที่หัวหิน ระหว่างเดินทางกลับก็คุยกันสนุกสนาน
แซวกันเรื่องกล้วย แซวกันเรื่อง adda แซวกันเรื่องหนูลงรู
แซวกันหลายเรื่อง สร้างความบันเทิงกันในรถ ลุงแซมเล่าเรื่องจากประสบการณ์ที่ได้เป็นคุณหมอ
รักษาคนไข้ และป้าโหน่งซึ่งเป็นนางพยาบาล ตบท้ายด้วยเรื่องเที่ยว
เราจะไปเที่ยวไหนกันดีทริปหน้า คุณบรรเจิดบอกว่า
หน่วยป้อมปี่ สวยงามมาก เจ้าน้องสนใจ เราก็เล็งไว้นานแล้วเหมือนกัน
ทริปหน้า 15-16 พค นี้ ก็แล้วกันนะ ไว้เจอกันจ้า
พวกเรา ถึง กทม ตีหนึ่งพอดี
ทุกคนร่ำลากัน แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน