27-28 มีนาคม 2547
ตอน
ตลุย เดินถึก อุทยานแห่งชาติลำคลองงู

*************************************************************************

ติดตามเรื่องเล่า สนุก ๆ กับทริปสำรวจของเราได้เลยค่ะ

พิชิต ถ้ำเสาหินที่สูงที่สุดในประเทศไทย อุทยานแห่งชาติลำคลองงู มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 600 ตร.กม. อยู่ใน อ.ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนตามแนวเขาตะนาวศรี ปกคลุมด้วยป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง เป็นแหล่งต้นน้ำ ของลำห้วยสำคัญ เช่น ห้วยเกริงกระเวีย ห้วยทองผาภูมิ ห้วยลำคลองงู และห้วยคลิตี้


วันที่ 26 มีนาคม 2547


เวลาประมาณ 20.30 น. พวกเรายี่สิบสองคนเดินทางออกจากปั้มน้ำมัน ปตท สนามเป้า มุ่งหน้าสู่เมืองกาญจนบุรี โดยยึดเส้นทางหลวง 323 เป็นหลัก ไปตามแผนที่ประเทศไทย ตลอดการเดินทาง พวกเราไม่เคยไปกันเลย ด้วยความตื่นเต้น และแล้วประมาณเที่ยงคืนกว่า ๆ พวกเราก็มาถึงทางแยกมีป้ายตัวใหญ่ไม้กระดาน เขียนว่า หน่วยลำคลองงู ด้วยความตื่นเต้น เย้……ถึงแล้ว..และ คิดว่าคงเส้นทางนี้แน่เลย เราจึงโทรถามเจ้าหน้าที่ อช.ลำคลองงู จะถามให้แน่ใจว่าเส้นทางนี้หรือเปล่า แต่โทรเท่าไหร่ เท่าไหร่ ก็ติดต่อไม่ได้ ทำไงล่ะทีนี้ เราจึงตัดสินใจเลี้ยวขวาเข้าไปเส้นทางนั้น ถามชาวบ้านไปตลอดทางว่า ทางนี้ไป อช.ลำคลองงู หรือ บ้านทุ่งนางครวญ ได้ไหม๊ เขาบอกว่าได้ แล้วชี้ให้เดินทางต่อไป ขับไปเรื่อย ๆ จากถนนลาดยางกลายเป็นถนนลูกรัง คิดว่าต้องไปได้สิ แต่ทำไมมีแต่ลูกรัง ไม่เหมาะกับรถตู้เสียเลย สงสารรถตู้จัง แต่ทำไงได้ ทั้งสองคัน ก็ค่อย ๆ ขับไปเรื่อย ๆ ขึ้นเขาลงห้วย สลับทางเรียบบ้าง ขรุขระบ้าง มืดก็มืด พวกเราหลงทางหรือเปล่า ได้แต่ถามตัวเอง ไม่กล้า ปลุกเพื่อน ๆ กลัวเพื่อน ๆ ตกใจ เราตัดสินใจใช้เส้นทางผิดตั้งแต่ต้น พวกเราหลงเข้ามาในป่า เป็นถนนเหมาะสำหรับรถ 4W ขับเข้ามาลึกเรื่อย ๆ มาเจอชาวบ้าน ก็แวะจอดถามตลอดทาง ชาวบ้านก็บอกว่า ไปได้แน่นอน บ้านทุ่งนางครวญ แต่จะไกล ถนนหนทางไม่ดีนัก เป็นเหมืองปิด เขาบอกให้ขับไปเรื่อย ๆจะเจอด่านสองด่าน แล้วให้ถามเขา พวกเราก็ไปกัน ไปไหนไปกัน ยังไงก็ไม่ถอยเด็ดขาด สู้ตายอยู่แล้ว ให้มันรู้ไป ว่าพวกเราจะไปไม่ถึง ปลายทาง ด่านแรกที่เราเจอ พี่นัท ลงไปสอบถามคนคุมด่านแรก เขาให้แผนที่มา พวกเราก็เริ่มใจชื้นบ้างแล้ว เรามาถูกทาง เราไม่ได้หลงทาง แต่เป็นทางไม่เหมาะกับรถตู้อย่างเรา และก็จะช้า ถนนไม่ดี
ด่านแรกผ่านไปด้วยดี พอเจอด่านสอง เขาไม่ให้ผ่าน เพราะเป็นเหมือง เขาจึงให้ใช้อีกเส้นทางหนึ่ง คือจะอ้อมมาก เราขับไปเรื่อย ๆ ใจก็กลัว พาเพื่อนมาลำบาก ขับไปเรื่อย ๆ นานมาก ในที่สุด เราก็มาถึงทางแยกอีกแล้ว ทางแยกนี่แหล่ะทำให้เราหวาดหวั่นมาตั้งแต่แรก เรากลัวตัดสินใจเลี้ยวผิดเส้นทางนั่นเอง เราอาศัยโชคมากกว่า เราตัดสินใจเลี้ยวซ้ายมาตลอด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เราก็ตัดสินใจเลี้ยวซ้ายเช่นเคย ขับไปเรื่อย ๆ นานเอาการณ์ทีเดียว เพราะมัวแต่ลุ้น มือก็เย็นเฉียบ กลัวพาเพื่อนมาลำบาก ถามในใจตลอดว่าเราจะถึงบ้านทุ่งนางครวญหรือเปล่า พวกเราขับมาเจอเส้นทางบรรจบกัน จึงลงมติว่า เส้นทางที่เราวิ่งมานี้ ก็คือเส้นทางที่อ้อมนั่นเอง ที่เร็วก็คือเส้นทางเหมือง ที่เขาไม่ให้เราผ่าน ที่นี่แปลกมาก ทำไมไม่มีป้ายบอกทางเลย ถึงทางแยกทีไร ก็ไม่มีทางบอกว่า ทางนี้ไปไหน ทางนั้นไปไหน เราขับมาเรื่อย ๆ ก็เริ่มท้อเหมือนกัน ระหว่างทาง รถตู้คันแรก ล้ออะไหล่ใต้ท้องรถ ได้ขูดกับถนน จนหลุด ลากใต้ท้องรถ ทำให้พวกเราต้องหยุดการเดินทางสักพัก เวลาผ่านไป หลายนาทีเหมือนกัน พี่ต๊ะ คนขับรถก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ คือถอดล้อรถอะไหล่ มาใส่ท้ายรถตู้ ขนสัมภาระ หลังรถ ไปไว้อีกคัน ไม่นานนัก แต่เหมือนนานโข เพราะความมืดสนิทไม่มีอะไรเลย ตอนขึ้นรถจะเดินทางต่อ เราได้ยินเสียงช้างร้องแว่ว ๆ มาแต่ไกล เราถามพี่ต๊ะ พี่ต๊ะ เสียงช้างหรือเปล่า พี่ต๊ะ บอกว่า ใช่ม้างงงงงงงง เพื่อน ๆ หลายคนตื่น คงงงหลายคนว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน พวกเราเดินทางต่อ โดยใช้วิชาลูกเสือที่เรียนมา (พี่ต๊ะกับพี่นัท) โดยการสะกดรอยตามทางรถที่วิ่งอยู่ก่อนหน้านี้ ทุกคนสรุปว่า เป็นทางผ่านของชาวบ้าน สังเกตุได้ว่า มีการขุดดิน เกลี่ยดิน เตรียมพร้อมที่จะปลูกมัน นั่นเอง ขับมาเรื่อย ๆ จนมาถึงหมู่บ้านหนึ่ง เห็นเสาไฟฟ้า เราขับตามเส้นทางเสาไฟฟ้ามาตลอด เราเห็นหมู่บ้าน เราก็ดีใจแล้ว ตอนนั้นเรากลัวเสือส่าง กลัวเจอผู้ร้าย ลงไปถามชาวบ้าน ตีหนึ่ง ตีสอง ก็กลัวโดนทำร้าย แต่ทำไงได้ ใจฝ่อมาตลอดทาง ขณะนี้เวลาเกือบตีสามแล้ว ยังหาทางออกไม่ได้เลย ขับมาได้ไม่นาน ไม่รู้ว่า พวกเรามาโผล่ที่ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติลำคลองงูได้อย่างไร เป็นหมู่บ้านเขาพระอินทร์ เป็นหน่วยย่อย ที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว พวกเรามาได้อย่างไรเนี่ย ถามในใจทันที แถบกรี๊ดออกมาด้วยความดีใจ พวกเรารีบเลี้ยวเข้าไปข้างในทันที โชคดีที่มีไฟฟ้าเปิดสว่าง ๆ มีบ้านพักเจ้าหน้าที่ มีโรงครัว มีห้องน้ำ เราตัดสินใจ ตะโกนเรียก มีใครอยู่บ้างไหม๊ค้า มีใครอยู่บ้างไหม๊ค้า สักพักก็มีเสียงผู้หญิงตอบมามีอะไรหรือ เลยบอกเขาว่า พวกเราจะไปบ้านทุ่งนางครวญ จะไปพักที่น้ำตกทุ่งนางครวญเพราะได้นัดกับผู้ช่วยคุณมานะเอาไว้ เราอยากไปที่นั่น บอกเส้นทางหน่อยได้ไหม๊ เพราะเรามาเส้นทางผิด ทำให้เสียเวลามาก กลัวคุณมานะจะเป็นห่วง
เพื่อนหลายคนอยากจะพักผ่อนที่นี่ก่อน แต่เราบอกว่าไม่ได้ เดี๋ยวคุณมานะเป็นห่วงเราผิดเวลากับเขามาสองชั่วโมงแล้ว เราคงต้องเดินทางต่อ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ให้ไปพักที่น้ำตกทุ่งนางครวญจะดีกว่า จึงถามเส้นทาง เขาบอกขับไปอีกประมาณ 10 กม พวกเรารีบขึ้นรถทันที ขับมานานโขทีเดียว เหมือนเลย 10 กม. แล้วนะเนี่ย ในที่สุดก็มาถึงทางแยกอีกแล้ว ทำไงดีล่ะ โห อะไรจะขนาดนั้น เอาอีกแล้วหรอเนี่ย ทางแยกอีกแล้วอ่ะ พวกเราจึงลงไปสำรวจป้ายทางบอก ก็ไม่มีป้ายทางบอกไปน้ำตกทุ่งนางครวญอีกแล้ว หากเลี้ยวซ้ายไปทุ่งใหญ่นเรศวร กับ คลิตี้ เลี้ยวขวาไปไหนก็ไม่รู้ ไม่ยอมบอก แล้วให้เราไปทางไหนล่ะ ทำไงล่ะ เราไม่อยากเสี่ยงอีก ไม่อยากเดินทางต่อ เพราะง่วง เพื่อน ๆ ก็รู้สึกไม่ค่อยดีกับพวกเราแล้วล่ะ เราตัดสินใจกลับไปที่หน่วยพิทักษ์เขาพระอินทร์เช่นเคย ไปนอนที่นั่นจะดีกว่า เช้าค่อยว่ากันใหม่ก็แล้วกัน ต้องเสียเวลาเกือบ ชม. วิ่งย้อนกลับไปอีก พวกเราจึงเข้าไปตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่อีกครั้ง พี่พี่ เราขอนอนที่นี่ก่อนแล้วกันเพราะเราไม่อยากหลงอีกแล้ว จะตีห้าแล้ว พวกเราขออนุญาตินอนบนแคร่บ้านพักก็แล้วกันนะ พวกเราก็ต่างคนต่างง่วง บางคนก็กางเต็นท์ บางคนก็นอนแคร่บ้านพัก บางคนก็ไม่หลับไม่นอน นั่งอ่านหนังสือ เจ้าหน้าที่ออกมานั่งคุยด้วย อยากให้ใช้วิทยุสื่อสารไปบอกที่คุณมานะได้ไหม๊ ว่าพวกเรามาถึงกันแล้ว แต่พักอยู่ที่นี่ เขาบอกว่า ไม่ได้ ต้องคอยให้วิทยุสื่อสารเปิด แปดโมงเช้า เราบอกว่า หากคอยให้แปดโมงเช้า ไม่ดีแน่ จึงบอกให้เจ้าหน้าที่ขับรถไปกับพี่ต๊ะ และ มีพี่นัท ไปเป็นเพื่อนด้วย ไปน้ำตกทุ่งนางครวญ ไปบอกคุณมานะให้รับทราบก่อน เพราะกลัวจะไม่ได้เตรียมเสบียงอาหารเช้ากับอาหารเที่ยง


วันที่ 27 มีนาคม 2547


ขณะนี้เวลา ตีห้าพวกเราก็หลับนอนกัน (ไม่ได้หลับเลย หนาวมาก ๆ เพราะใจไม่ดีด้วยม้าง) เกือบแปดโมงเช้า พี่นัทกับพี่ต๊ะ ก็กลับมา พวกเราตื่นกันหมด ทำธุระส่วนตัวบ้าง เก็บข้าวของบ้าง หยอกล้อกับลูกหมาบ้าง พวกเราคอยให้เสบียงมาส่ง วันนี้เราเปลี่ยนแผนการเดินทางทันที เราต้องไปเที่ยว ถ้ำนกนางแอ่นก่อน เพราะเป็นทริปที่ไม่หนัก เนื่องจากเพลียกันอยู่ เกรงว่าจะไปถ้ำเสาหินไม่ได้ เพราะทั้งหนักทั้งเหนื่อย เดินหลายกิโลทีเดียว
สาย ๆ เจ้าหน้าที่ก็นำอาหารเช้ามาส่ง พร้อมอาหารกลางวัน ได้พบคุณมานะ พูดคุยถึงเรื่องหลงทาง คุณมานะแซว ว่า ผมนึกแล้วเชียว ว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้น เส้นทางที่พวกคุณมาไม่ได้หลงหรอก เป็นเส้นทาง ออฟโล้ด ซึ่งอ้อมมาก แต่มาถึงที่นี่ด้วยความปลอดภัย ก็ไม่ต้องกังวลแล้ว เรามาวางแผนกันเรื่องเที่ยวดีกว่า
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว พวกเราก็เดินทางไปรับชูชีพ พร้อม จัดกลุ่ม เป็นกลุ่มละ 11 คน จำนวน 2 กลุ่ม โดยมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำวิธีการเที่ยวถ้ำ วิธีการใช้ชูชีพ วิธีการเดินทาง ฯลฯ และจะมีเจ้าหน้าที่ สอง ท่าน เป็นผู้นำทางต่อกลุ่ม


เกร็ดความรู้  ถ้ำนกนางแอ่น เป็นถ้ำขนาดใหญ่มีลำห้วยคลองงูไหลผ่านตลอดเช่นเดียวกับถ้ำเสาหินเป็นที่อาศัยของนกนางแอ่นจำนวนมาก อีกทั้งมีหินงอกหินย้อยรูปทรงแปลกตา


กลุ่มแรก พร้อม ก็ออกเดินทางทันที มีเพื่อนชื่อน้องและเอ เป็นหัวหน้ากลุ่ม และเจ้าหน้าที่อีกสองท่าน ขึ้นรถกะบะไป
กลุ่มสอง ต้องคอยให้รถคันเดิมมารับ ใช้เวลาประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง รถกะบะคันเดิมก็มารับโดยมี พี่นัท และ เรา เป็นหัวหน้ากลุ่ม
ระหว่างทาง เจอดอกดินสีขาว ผุดขึ้นตรงที่มีลอยไฟไหม้ไผ่ ตรงไหนมีลอยไฟไหม้ ตรงนั้นจะมีดอกดินสีขาวขึ้น ก็แปลกดีเหมือนกัน เราใช้เวลาไม่นานนักพวกเราก็มาถึงจุดปล่อยให้ลงเดิน ระยะทาง 3 กม จากจุดปล่อยลงเดิน จึงจะถึงถ้ำนกนางแอ่น เป็นทางเดินง่าย สบาย ๆ เป็นทางออฟโล้ดเก่า สังเกตได้จาก ลอยลึกของล้อรถกะบะ คงมาเที่ยวสำรวจกันช่วงหน้าฝน เป็นทางลาดลงเขา พวกเราเดินมาเจอดอกดินดอกแรก สีขาว ระหว่างทางเดิน ดีใจมาก แวะถ่ายรูปกันใหญ่เลย แล้วมองไปเรื่อย ๆ คราวนี้กลายเป็นทุ่งดอกดินไปเสียแล้วค่ะ มีเยอะมาก พวกเราเดินลัดเลาะตามไล่เขามาตลอดทาง ผ่านล่องลอยการเผาป่า มุดลอดช่องไผ่ สำหรับกับการปีนเขา พอมาถึงทางราบเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยให้พวกเราพัก แล้วก็เดินทางต่อ ไม่นานนักก็เป็นทางลาดลง คงใกล้ถึง ถ้ำนกนางแอ่นแล้ว เพราะได้ยินเสียงน้ำตกดังมาแต่ไกล
ชั่วโมงกว่าๆ พวกเราก็มาถึงปากถ้ำนกนางแอ่น เจอต้นไทรสูงใหญ่อยู่ระหว่างทงเข้าปากถ้ำ ได้เจอกับกลุ่มแรก ซึ่งกำลังทานอาหารเที่ยงกันอยู่ พวกเราก็เริ่มลงมือทานอาหารเที่ยงกันบ้าง วันนี้เราเตรียมน้ำดื่มมาน้อย น้ำหมดแล้ว จึงขอเพื่อน บางคนก็หมดแล้ว บางคนยังมีเหลือนิดหน่อย กลุ่มแรกเมื่อทานอาหารเสร็จก็เดินทางต่อ พวกเรายังคงพักทานข้าวกันอยู่ หลังจากกลุ่มแรกเดินทางต่อได้ไม่นาน เราก็อยากเดินทางต่อกันบ้าง เพราะได้ยินเสียงเพื่อน ๆ กลุ่มแรก เฮฮา วี๊ดว๊ายกัน เราก็เลยทนไม่ไหว ขอแอบไปดูหน่อยเหอะน่า
เพื่อน ๆ ก็เดินตามกันมาทีละคน ทีละคน จนมาถึงทางชันลงเขาสู่แก่งน้ำเบื้องล่าง ซึ่งชันมาก จนต้องใช้ก้นช่วยไถลลงไป สู้เบื้องล่าง เราค่อย ๆ ไต่ก้อนหินไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดล่องน้ำ ซึ่งเป็นน้ำไหล เพื่อน ๆ กลุ่มแรก กำลังทยอยลอยตัวไปตามธารน้ำไหล น้ำไม่แรงมาก กำลังสนุกเลยค่ะ และแล้วกลุ่มแรกก็ไปจนหมด เราคอยให้เพื่อนๆ กลุ่มสองมากันให้ครบก่อนแล้วเพื่อน ๆ กลุ่มสองก็ค่อย ๆ ทยอยลอยตัวตามธารน้ำบ้าง เจ้าหน้าที่สอนวิธีการลอยตัวในน้ำ คือให้ตัวเอนไปข้างหลัง ขาลอยน้ำ ลอยไปตามน้ำ ให้ระวังก้อนหิน และโขดหินใต้น้ำ เรายังยืนอยู่ข้างบน พร้อมเตรียมใส่ชุดสูตรเต็มที่ คือชูชีพกับสนับเข้ง และคอยจับภาพเพื่อน ๆ จนครบ เราก็ลงบ้าง เรารู้แล้วว่าทำไม เพื่อน ๆ จึงร้องจ๊ากกกกกกก ฮ่าาาาาาาา น้ำเย็นยังกับน้ำแข็งเลยค่ะ ค่อย ๆ หย่อนขาทีละขา ขอปรับอุณหภูมิก่อนนะ สงสัยคงมีบางคนต้องมีการทำกระแสน้ำอุ่นกันบ้างล่ะน๊า จริงไหม๊เพื่อน ๆ
พวกเราลอยคอไป เล่นกันไป ถ่ายรูปกันไปเรื่อย ๆ โดยมีซองกันน้ำ ลอยคอไป ถ่ายรูปไปสนุกมาก พอถึงจุดยืนได้ ก็ยืนถ่ายรูปกันไปเรื่อย ๆ สลับกับลอยคอไปเรื่อย ๆ หินหลากสีแวววาวอยู่ใต้น้ำ สีสวยดีค่ะ ยังไม่ทันหายสนุกเลย ก็ขึ้นบก แล้วเราก็ล่องลอยคอไปอีก น้ำจุดนี้ บางช่วงไหลแรงมาก ต้องเกาะกำแพงลอยตัวไป บางคนว่ายน้ำแข็ง ก็ว่ายไปถึงจุดฝั่งได้เลย ภายในน้ำมีหินยอกย้อยเป็นแท่งปลายแหลม พอมาถึงจุดที่น้ำเชี่ยวไหลแรง เจ้าหน้าที่ต้องนำเชือกมาผูกขึงกับก้อนหิน แล้วให้พวกเราจับเชือกโหนตัวไปตามกระแสน้ำทีละคน สนุกจริง ๆ เพราะน้ำไหลแรงมาก ช่วงปลายน้ำปกติ บางคนกลัวหน้าตาเหยเก ก็มีค่ะ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี พวกเราก็ปีนป่ายก้อนหินกันไปต่อ จนถึงปากทางเข้าถ้ำนกนางแอ่น มีค้างคาวร้องตลอดทาง เพดาน รูปร่าง แปลก ๆ มีลวดลายหลากหลาย เดินมาเรื่อย ๆ มาถึงเพดานถ้ำมีช่องโหว่ และมีแสงแดดส่องลงมาใหญ่กว่าลูกฟุตบอลนิดนึงได้ม้างคะ ไม่นานนักพวกเราก็เดินทางถึง จุดโฟกัสภายในถ้ำ มีก้อนหินมากมายรูปร่างแปลก ๆ ให้เดากันไปตามรูปร่างของก้อนหิน บ้างก็บอกว่า ก้อนหินใหญ่ ๆ นี้เหมือนตัวเอเลี่ยน ที่ยื่น ๆ ออกมาก็คล้ายปากไดโนเสาร์ ที่นอน ๆ ราบ ๆ นูน ๆ ก็คล้ายแม่หมูกำลังให้นมลูกหมู (ลูกหมูเป็นสิบตัวเลย) อืมก็เหมือนเขาว่ากันนะ ข้างบนเพดานภายในถ้ำ ก็ว่ากันว่า อันนั้นเหมือนมือแม่มด บ้างก็ว่า อันนั้นเหมือนคู่แฝดอินจันทร์ ฯลฯ จำไม่ได้แล้วค่ะ แต่ชอบแม่หมูให้นมลูกหมู เหมือนจริง ๆ เลยค่ะ เบื้องล่างก็เป็น ธารน้ำตลอด พวกเรานั่งดูพิจารณากันอยู่นานทีเดียว เพราะต้องคอยเพื่อน ๆ ที่ยังเดินมาไม่หมด เพราะมัวแต่ถ่ายภาพกัน กลุ่มแรก เริ่มลงน้ำไปกันต่อ น้ำเย็นเจี๊ยบ ร้องวี๊ดว๊ายกันอีกแล้ว โดดน้ำดังโครม สะเทือนกล้องถ้ำไปหมด เพื่อนบางคนตัวใหญ่ไงคะ กลุ่มแรกไปกันหมดแล้ว กลุ่มสองขอไปบ้าง พอเราเอาขาลงน้ำ ก็มีปลาตัวเล็ก คอยกินขี้ค้างคาว ที่ติดมากับเท้าพวกเรา พอลอยคอกันไปจนถึงปลายถ้ำ จะมีเจ้าหน้าที่คอยรับขึ้นฝั่งไม่ให้ กระแทกหินเพราะแรงน้ำผลัดพา จุดนี้น้ำแรงมาก หากผลัดไปตามกระแสน้ำก็คงได้บาดแผลเหมือนกันเป็นแน่แท้ สิ้นสุดการผจญภัยภายในถ้ำ อยากไปล่องกลับมาใหม่จัง แต่ไม่มีใครทำได้หรอกค่ะ คงต้องคอยพรุ่งนี้เช้า แล้วเดินมาล่องตั้งแต่ต้นใหม่ เพราะไม่มีสิทธิ์ทวนตามกระแสน้ำไปได้ และก็ไม่มีใครทำกันด้วยค่ะ
พวกเราก็เดินกลับที่พักกันโดยใช้เส้นทางเดินเดิมทั้งหมด ต่าง คน ต่างเดินกัน ลัดเลาะตามโขนหิน ตามแนวสันเขากลับบ้าน หิวน้ำมากค่ะ ไม่มีน้ำให้กินแล้ว คอแห้งมาก หลายคนบ่นหิวน้ำ ทำไงได้น้ำไม่มีแล้ว หมดทุกคนเลย เดินไม่นานนัก พวกเราก็มาถึงจุดปล่อยลงเดิน กลุ่มแรกได้กลับไปแล้ว พวกเรานอนพักหิวน้ำอยู่ตั้งนาน กว่ารถจะมาถึง ไม่นานนักก็ถึงที่พัก หลายคนรีบหาน้ำดื่ม เราตะโกนให้เพื่อน ๆ ขนสัมภาระขึ้นรถกะบะ ส่วนเพื่อน ๆ ให้นั่งรถตู้คันเดิม เพื่อจะได้เดินทางต่อไปยังน้ำตกทุ่งนางครวญ จะได้มีเวลาไปเดินเล่นน้ำตกกัน เพราะเราไม่มีเวลาแล้ว เพราะพรุ่งนี้ต้องไปถ้ำเสาหินทั้งวัน
ชั่วโมงกว่า ๆ พวกเราก็มาถึงน้ำตกทุ่งนางครวญ ซึ่งไกลมาก จนนั่งหลับคารถ เพราะความเพลียนั่นเอง มาถึงน้ำตกจุดลานกางเต็นท์ คุณมานะได้ชี้จุดให้พวกเราได้กลางเต็นท์กัน พวกเราเป็นทริปเดียวที่มาพักแรมที่นี่ เป็นกลุ่มใหญ่ ยังมีอีกสองกลุ่มซึ่งเป็นกลุ่ม คนถึงสองคน มาพักกันก่อนหน้านี้แล้ว พวกเราก็จับจองกลางเต็นท์บางคนผูกเปลนอน พอเสร็จพวกเราก็ไปเดินเข้าสู่น้ำตกกัน เป็นระยะทาง 700 เมตร น้ำตกทุ่งนางครวญเป็นน้ำตกสูง 4 ชั้น แต่ละชั้นลดหลั่นลงไปสู่เบื้องล่าง เส้นทางไม่ลำบากมากนัก สามารถเดินลัดเลาะลงสู่เบื้องล่างได้ น้ำตกชั้นแรก เป็นน้ำตกไม่สูงนัก เราเดินต่อไปอีก เป็นธารน้ำไหล เดินลงสู่ชั้นสอง ชั้นสามทั้งสวยทั้งสูง และงดงามเป็นพิเศษสามารถลงเล่นน้ำได้ เป็นแอ่งที่ใหญ่ทีเดียว พวกเราถ่ายรูปกันอยู่นานทีเดียว น้ำตกชั้นสี่ บางคนก็เดินไป เราไม่ได้เดินเพราะจะมืดแล้ว เลยเดินกลับที่พัก ต่างคนต่างอาบน้ำเพื่อคอยทานอาหารเย็นกันพร้อมหน้า เพื่อนสามคนที่ไปดูน้ำตกชั้นสี่ ก็ยังมาไม่ถึงซึ่งดึกมากแล้ว คงเดินทางลำบากแน่ แต่เราแจ้งเจ้าหน้าที่ไว้แล้ว เพื่อน ๆ อยู่ที่น้ำตกกันไม่แน่ใจว่า เขากลับมาถูกกันเปล่า ไม่นานนักพวกเขาก็กลับมาโดยปลอดภัย โดยมีไฟแช็ค เป็นผู้นำทาง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
พวกเราพร้อมก็ลงมือทานข้าวเย็นกัน มื้อนี้ มีปลาทอด ต้มจืดไก่ น้ำพริกปลาทู ผักต้ม ลูกชิ้นปิ้งกับไส้อั่ว และตบท้ายด้วยแกงบวชฟักทอง
ขณะทานข้าวเย็นเจ้าหน้าที่ได้ก่อกองไฟไว้ เหมาะสำหรับรำวงมาก แหมอยากรำจริง ๆ เลยจ้า เจ้าหน้าที่ยกกองยกกีต้าร์ มาดีดกล่อม ร้องเพลงให้พวกเราฟัง ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่มาร้องเพลงให้พวกเราฟังเลย ก็มีที่ อุทยานแห่งชาติลำคลองงูนี่แหล่ะค่ะ ประทับใจมากเลยค่ะ พอทานอาหารหวานเสร็จแล้ว พวกเราก็เริ่มหากิจกรรมทำกัน คือ คุณมานะเริ่มล่าชื่อที่อยู่ของพวกเราเป็นการลงทะเบียนของแต่ละคน เพื่อโอกาสหน้าได้มาเที่ยวถ้ำน้ำตก (สวยมาก ปีนี้ไม่ให้เข้าชม เพราะเป็นถ้ำที่เปราะบางมาก หากพวกเราเข้าไปเที่ยวโดยไม่ระมัดระวัง ไปเหยียบก็จะพังทันที เป็นลักษณะ ตะกอนหินดินทรายรวมตัวกันเป็นทางยาว คดไปคดมา คล้าย ๆ งูเหลือมใหญ่ ซึ่งแปลกมากทีเดียว) หากปีหน้าได้เปิดให้เข้าชม พวกเราจะได้ชมแน่นอน เพราะเราผ่านสองวันนี้ไปได้ค่ะ เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยมานะบอกเช่นนั้น พวกเราก็เริ่มล่าลายเซ็นต์เจ้าหน้าที่บ้าง คุณมานะใจดีมาก ให้ลูกน้องไปนำตรายาง อช. มาให้พวกเราได้ประทับตรา พร้อมลายเซ็นต์คุณมานะกำกับด้วย และเริ่มเขียนโปสการ์ดกัน พร้อมฟังดนตรีไปด้วย แหม อะไรจะสุขปานนี้ พอได้เวลา สามทุ่มกว่า ๆ เจ้าหน้าที่ก็เริ่มปิดไฟฟ้าลงทันที แต่ยังจุดตะเกียงไว้ให้พวกเรา เพราะบางคนยังนั่งคุยกันอยู่กับคุณมานะ ไม่นานนักทุกอย่างที่นี่ก็เงียบสงบมีแต่เสียงนอนกรนพร้อมกับเสียงน้ำตกทั้งคืน


วันที่ 28 มีนาคม 2547


เกร็ดความรู้ ถ้ำเสาหิน เป็นถ้ำที่สวยงามมีเสาหินขนาดใหญ่ เกิดจากหินปูนก่อตัวกันมาเป็นเวลานานนับล้านปี ตั้งตระหง่านอยู่ภายในตรงกลางถ้ำสูงจากพื้นถึงเพดาลถ้ำวัดได้ประมาณ 62.5 เมตร เลยทีเดียว
วันนี้พวกเราตื่นแต่เช้า นัดกันไว้ตี 5 แต่ตื่นมาก็ไม่เห็นแม่ครัวมาสักที แอ๊ะ ยังไงกัน พวกเราบางคนก็นอนกันต่อ บางคนก็คอยแม่ครัว แอ๊ะ แปลกไม่เห็นมากันสักที คราวนี้ทุกคนตื่นกันหมดเพราะพวกเรานัดแม่ครัวว่า ต้องทานอาหารเช้า หกโมงเช้า จะออกจากที่พัก ไม่เกิน 7.00 โมงให้ได้ เพราะวันนี้ต้องเดินทางไกลโข กลัวกลับ กทม ดึก หกโมงก็แล้วเจ็ดโมงก็แล้ว พวกเราชักกระสับกระส่าย คงไม่ดีแน่ เลยให้เจ้าหน้าที่ จัดการให้หน่อย ก็ไม่ได้อีกนั่นแหล่ะ ต้องคอย 8.00 โมงเช้าจึงจะวอลล์ได้ เกือบสองโมง อาหารจึงมาส่ง ด้วยความกระหืบกระหอบ พวกเราก็เร่งทานข้าวต้ม วันนี้มีข้าวต้มไก่ อร่อยมา ทานไปบ่นไป ทานไปเร่งกันไป แต่หมดไปสองชาม ฮ่าๆๆๆๆๆก็อร่อยนี่หว่า หลายคนอิ่มกันแล้ว พวกเราก็เตรียมตัวเดินทางออกจากที่พักทันที


พวกเราก็มารับอาหารเที่ยงพร้อมเจ้าหน้าที่และชูชีพที่พักเขาพระอินทร์เช่นเคย ก็ได้นั่งรถกะบะกันไปเป็นชั่วโมงทีเดียวพวกเราก็มาถึงจุดลงเดิน วันนี้ต่างคนต่างเตรียมน้ำดื่มมาพอเพียงพร้อมสเบียงเตรียมกันแบบกลัวอดตายเลยน่ะค่ะ

กลุ่มหนึ่ง เริ่มทยอยเดินกันไปก่อนล่วงหน้านี้แล้ว ไม่นานนักพวกเราก็ลงเดินตามกันไป ระยะทาง 6 กม. ไปกลับก็ 12 กม. ซึ่งเป็นทางเดินทางหนักเอาการณ์ เดินไประหว่างทางเป็นพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน เดินไปไม่นานก็เป็นดงป่าไผ่ ทั้งดง เดินมุดลอดดงไผ่ไปตามแนวทางเดิน ดอกกระเจียวไผ่ สวยจริง ๆ เลยค่ะ พร้อมลูกส้านสีเหลืองสุกออมกลิ่นเหมือนลูกจันทร์ ปะปนไปกับกลิ่นอึแห้ง ไม่ทราบใครมาอึ เหม็นกันทั้งดงไผ่ เดินไปบ่นไป ใครนะ มาอึแถวนี้ เหม็นตลอดทางเดินเลย เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่มีใครมาอิทิ้งไว้หรอก ก็กลิ่นลูกส้านนั่นแหล่ะ พอมันเริ่มใกล้แห้งเหี่ยวจะเน่าเหม็นคล้าย ๆ อึคนดีดีนี่เอง โห ตอนแรกสีเหลืองอร่ามกลิ่นคล้ายลูกจันทร์นีนา ไม่น่าเชื่อ ลูกส้านเน่าได้ด้วยแฮะ เงง เงง หลงบ่นตำหนิมนุษย์ไปตั้งหลายคำ
คราวนี้ก็เดินไปบ่นไปอีกนั่นแหล่ะ เมื่อไหร่จะถึงสักที เหนื่อยแล้วนะ แต่ละคนเริ่มซ่อนน้ำดื่มตามตรอกซอกหิน หวังขากลับจะกลับมาดื่มกินกัน ทางเดินทางชันสลับทางราบมีโหนเถาวัลล์บ้าง ก็คลายเมื่อยได้นิดหน่อย พอเดินมาได้ครึ่งทาง ก็นั่งพักกัน งัดขนมมากินแก้เมื่อย พักใหญ่ก็เดินทางต่อพร้อมซ่อนน้ำไปด้วย วันนี้เจ้าหน้าที่ทำงานหนักคอยแบกน้ำให้เพื่อน ๆ และสัมภาระบางอย่างให้ เพราะสงสารนั่นเอง
เดินมาเกือบสองชั่วโมง พวกเราก็มาถึงหน้าผา เดินลงไปสู่เบื้อง ธารน้ำตก เป็นธารน้ำ และชั้นหินน้ำตก เป็นแอ่งน้ำตกเล็ก ๆ เหมาะสำหรับนั่งเล่น นอนเล่น กลางสายน้ำ และหน้าผาน้ำตก เหมาะสำหรับกระโดดน้ำ เดี๋ยวก่อนเหอะน่า ฝากไว้ก่อน ตอนนี้ขอพักกินข้าวกลางวันก่อนแล้วกัน

กลุ่มแรกกินข้าวไปล่วงหน้าได้สักพักแล้วพวกเราก็ลงมือกินบ้างล่ะนะ
พอได้เวลาไม่นานนัก พวกเราก็เตรียมตัวเดินทางต่อ เพราะอยากกลับบ้านไว ๆ กลุ่มแรกก็เร่งเพื่อน ๆ ใหญ่ กลุ่มหนึ่ง เสร็จยัง เสียงเจ้าน้อง คอยเรียกเพื่อน เตือนเพื่อน (เพราะเจ้าน้องกลัวโดนแม่ด่า หากกลับบ้านเกินสี่ทุ่ม เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าพวกเราจะกลับถึงที่พักสองทุ่มแน่นอน เพราะออกจากที่พักสายเกินไป แหม ก็เพราะแม่บ้านคุณนั่นแหล่ะ มาส่งอาหารเช้าช้าผิดนัดนี่นา แบบนี้ต้องปรับเป็นอาหารมื้อเย็นฟรี ก่อนออกจากที่พักเราได้สั่งอาหารเย็นเพิ่มอีกมื้อไว้แล้ว)
พวกเราเดินลุยน้ำไหลลาก ตามโขดหินน้ำตก โดยมีเจ้าหน้าที่คอยจูง คอยรับให้ข้ามน้ำไปด้วยความปลอดภัย ไม่นานนักพวกเราก็มาถึงปากถ้ำเสาหิน
บริเวณปากทางเข้าถ้ำ จะมีเสาหินด้วยเช่นกัน เมื่อเดินเข้าไปภายในถ้ำ จะมีธารน้ำไหลในถ้ำ ด้วย ซึ่งกลุ่มแรกกำลังลอยคอ ลัดเลาะไปกับกำแพงถ้ำ กลุ่มสองก็ตามกันไปติด ๆ พอขึ้นฝั่งได้ เดินต่อไปอีก ทั้งมืดทั้งหนาว ต้องมีไฟฉายส่องนำทาง เวลาเดินจะพลาดตกหลุมได้ ระหว่างทาง จะเจอ หินลายสวยมาก เหมือนเห็นขัดลาย ข้างหน้าเป็นธารน้ำไหลแรง และห่างไกลจากฝั่งมาก จึงต้องหยุดคอยให้เจ้าหน้าที่นำทางล่วงหน้าไปก่อนเพื่อใช้เชือกผูกโยงกับโขดหิน แล้วให้เพื่อน ๆ เกาะเชือกให้แน่นแล้วปล่อยตัวให้ไหลไปตามแรงของน้ำ จะมีเจ้าหน้าที่คอยรับอยู่ปลายทาง พวกเราก็ทยอยตามกันไปทีละคน ทีละคน จนครบ เดินไปไม่นานนัก พวกเราก็เห็น เสาหินสูงปลายจรดเพดานถ้ำ ฐานอยู่กลางถ้ำ พวกเราเตรียมไฟฉายแรงแทนต่ำเกินไปจึงถ่ายรูปออกมาไม่สวยนัก เพราะมืดมากทีเดียวจะถ่ายภาพเสาหิน ก็ต้องใช้แสงสว่างจากไฟฉายของเพื่อน ๆ แต่ละคน พร้อมใจกันส่องไปที่เสาหิน เราใช้เวลาตรงนี้นานพอสมควร ชื่นชมกับความงาม ที่กว่าจะเข้ามาชมได้แต่ใช้ความพยายามสูงทีเดียว ต้องเดินฝ่าป่าดงไผ่ ต้องปีนขึ้นลงเขา บางทีต้องใช้ก้นช่วยเบาแรง ต้องลุยน้ำลอยคอเข้ามา บางคนเป็นลอยถลอกเพราะลื่นไถล ก็คุ้มค่าจริง ๆ ที่ได้ดูเสาหินที่สูงที่สุดในประเทศไทย
สักพักใหญ่พวกเราก็เดินทางทางเดิมทุกเส้นทาง จากไต่เชือกแบบตามน้ำ ขากลับเราก็สาวเชือกทวนน้ำกลับไป พอมาก่อนบริเวณที่พักกินข้าวกลางวัน เจ้าหน้าที่ชี้จุดเส้นทางลัดลงสู่เบื้องล่างให้ โดยการกระโดดลงไป แต่ละคนตื่นเต้น อยากลอง บางคนไม่เอา เดินลงไปจะดีกว่า บางคนกว่าจะกระโดดได้ต้องท่องนโมฯ บางคนขยับขึ้นขยับลง เพราะกลัว ๆ กล้า ๆ จนเจ้าหน้าที่ โดดให้เป็นตัวอย่าง โดดแล้วโดดอีก จนเพื่อนใจกล้า ขอตามบ้าง บางคนโดดเป็นคู่ บางคนโดดเป็นเดี่ยว แต่เราขอโดดคนเดียว เพราะกลัวหัวชนกัน กว่าจะกระโดดลงไปได้ เล็งแล้วเล็งอีก ในที่สุด ก็ โดดดดดดดด โครม จ๊ากกกกกกใจหายหมดเลย เสียวมาก ตัวจมลงไปในน้ำ แล้วก็ลอยขึ้นมาเพราะใส่ชูชีพ โห อะไรจะปานนี้ ไม่เคยโดดสูงขนาดนี้เลยค่ะ เพื่อน ๆ ก็ทยอยโดดจนครบ และแล้วพวกเราก็มาเล่นน้ำข้างล่างกัน ตรงแอ่งเล็ก ๆ ถ่ายรูปหมู่กันด้วยความสนุกสนามเพราะกล้องพี่แซมเป็นกล้องรีโมท อยากถ่ายหรอ นี่แน่ กด กด กด แช็ก ๆๆๆๆๆๆๆ
ได้เวลาพวกเราก็เดินทางกลับ คราวนี้แหล่ะ พวกเราเอ๋ย ต้องลำบากตรากตรำกันอีกแล้ว เอาเหอะน่า ไหน ๆ ก็มาแล้ว มาได้ก็กลับได้ กลุ่มแรก เริ่มส่งเสียง เรียกเพื่อน ๆ อีก พร้อมหรือยัง กลับได้แล้ว เดี๋ยวไม่ได้กลับบ้านอ่ะ
ทุกคนเดินทางกลับกัน จากขามาไต่ลง ขากลับก็ไต่ขึ้น ขามาเดินลง ขากลับก็เดินขึ้น สลับกันไป จนหอบแฮ้กๆๆๆ เหนื่อยก็หยุดพัก เพื่อนหลายคนเริ่มเดินหาเสบียงที่แอบซ่อนไว้ตามพุ่มไม้ ซอกหิน บางคนหาเจอ บางคนหาไม่เจอ คราวนี้น้ำเหลือเฟือ ฝากเจ้าหน้าที่แบกไว้ให้ ก็ยังมีเหลือ พวกเราไม่อดน้ำเหมือนเมื่อวาน ขนม มาม่า ก็ควักออกจากเป้ มาแบ่งกันกิน ใช้เวลา สาม ชั่วโมง พวกเราก็มาถึงจุดจอดรถ กลุ่มพี่ปรีชากับเพื่อนและคุณพล มาคอยล่วงหน้าเป็นชั่วโมงแล้ว เขาเดินเก่งจริง ๆ มีเพื่อนสามคน คุณต้อง คุณแอ๋ว คุณรุ่ง เดินมายังไม่ถึง ซึ่งเป็นทริปแรกที่พวกเขาเดินมาก เจ้าหน้าที่ก็คอยช่วยเหลือ เดินทางกลับมาโดยปลอดภัยทุกคน พวกเราใช้เวลา 5 ชั่วโมง ในการเดินไปและกลับ ระยะทาง ไปกลับ 12 กม. ซึ่งเป็นเวลามาตรฐานทีเดียว จัดได้ว่า พวกเราสอบผ่านเดินถึกทริปนี้กันทุกคน เจ้าหน้าที่เอ่ยปากชม
เรากลับถึงที่พัก(เป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่อีกหน่วยหนึ่ง) ซึ่งมีรถตู้มาคอยรับพวกเราอยู่นานแล้ว แม่บ้านเจ้าหน้าที่ทำอาหารเย็นไว้ให้ พวกเรารีบอาบน้ำ จัดกระเป๋า ขึ้นแลค เวลาประมาณ สองทุ่ม พวกเราก็เริ่มทานอาหารเย็นกัน สามทุ่มเราเดินทางกลับ กทม โดยล่ำราเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเราเป็นอย่างดี อยู่ไม่ห่างจากพวกเราตลอดทาง คอยช่วยเหลือเพื่อน ๆ ที่เหนื่อย ช่วยถือของ เป็นเพื่อนคุย ตีสาม พวกเราก็ถึง กทม ไม่รู้ว่าจะมีใครโดนที่บ้านดุบ้างน๊า แต่มีเจ้าน้องคนหนึ่งแหล่ะ โดนแน่นอน


ขอบคุณ คุณมานะ ที่คอยให้คำปรึกษาด้านท่องเที่ยว ตั้งแต่ต้น จนลุล่วงไปด้วยดี
ขอบคุณ คุณพี่ต๊ะ และ คุณลุง คนขับรถตู้ของพวกเราที่พาพวกเราเดินทางโดยปลอดภัย ถึงจะเข้าเส้นทางแสนลำบาก ก็ไม่ย่อท้อ และขอโทษที่ทำให้รถของพี่ต๊ะและของคุณลุง ต้องตรากตรำ ช่วงล่างคงสึกแหง ๆ ฝุ่นเกาะหนาปึก
ขอบคุณ กรรมกรประจำทริปของเรา คือ คุณพี่นัท ที่คอยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงการขึ้นของ และคอยแก้สถานการณ์ให้ตลอด
ขอขอบคุณ เพื่อน ๆ ที่มาร่วมลำบาก และสนุกกับพวกเรา ทริปหน้าคงได้มีโอกาสมาเที่ยวด้วยกันอีกค่ะ โชคดีค่ะ

ลุงแซม,ชลีพร………….ภาพ
8 เมษายน 2547 เวลา 15.10 น.


mamgapee…..เล่าเรื่อง

 

สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีเรื่องเล่าประทับใจ อยากเล่าสู่กันฟัง สามารถส่งเรื่องเข้ามาได้ที่ chaleeporn@trekkerhut.com พร้อมภาพประทับใจ

อ้อ!!!! อย่าลืม ส่งที่อยู่ พร้อมนามปากกามาด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ