9 เมษายน 47
ฟ้ามืด รถติด ผู้คนขวักไขว่ ตระเตรียมเดินทางแสวงหาความฝันของตน
และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง ทริปENUT ท่องเมืองเวียต
นัดกันที่ Big C สะพานควาย รวมถึงทริปพี่ปองด้วย
ก่อนไปเราแวะไป TKT Conner ชาวสหายทั้งหลายบอกให้ซื้อ
ฝรั่งเวียตนามบ้าง หมวกเมืองเวียตบ้าง บางท่านก็ขอสาวเวียต
ด้วยใจแล้วอยากเอามาฝากทุกท่านพี่ แต่ด้วยเป้ที่มีจำกัดก็คงให้ได้แต่ความทรงจำที่จะมาถ่ายทอดต่อ
รถออกเกือบ 3 ทุ่มแล้ว ต่างคนก็ต่างหลับหัวคอน แวะเข้าห้องน้ำบ้างไปถึงนครพนมก็เช้าพอดี
10 เมษายน 47
อากาศสดใส และหัวใจที่ฮึกเหิม พร้อมแล้วที่จะผจญสู่ประเทศแห่งการต่อสู้
มาถึงไม่ต้องอาบน้ำล้างหน้า ก็แวะกินก๋วยจั๊บไทยที่ตลาดเทศบาลนครพนม
แต่คนขายกับเป็นญวนนะ เริ่มได้กลิ่นเมืองญวนเข้าแล้ว
จากนั้นก็ไปทำเอกสารที่ด่านไทยข้ามไปลาวที่ด่านท่าแขกโดยทางเรือ
ค่าด่าน 10 ฿ แต่คิดค่าล่วงเวลาเขาบอกว่าวันนี้เป็นวันหยุดคิดเพิ่มอีก
110 ฿ ไม่รู้โดนลาวหลอกหรือป่าวคงเห็นพวกเราหน้าซื่อๆ
(หรือโง่กันแน่) ละมั้ง จากนั้นก็ไปต่อรถตู้ที่ต้าจัง(Mr.OB1)
จองไว้ตั้งแต่กรุงเทพฯ เป็นรถตู้ขนาดกระทัดรัดมีแอร์ก็เหมือนไม่มีขับไปความร้อนขึ้นตลอด
(คนขับชื่อน้องก้องเป็นเขยลาว) ทั้งๆที่ขับไปสักพักฝนก็ตกเลยต้องเอาของที่ไว้บนหลังคามาไว้ในรถคนนั่งก็เบียดๆกันไป
นั่งไปถึงสะพานน้ำเทินก็ข้ามไม่ได้เพราะเขาซ่อมสะพานต้องต่อแพ(เอารถข้ามไป)
แถวยาวมาก แพก็น่ากลัว ก็เลยตัดสินใจเดินข้ามกันไปเอง
แล้วไปต่อสองแถวไปด่านน้ำพราว เส้นทางขรุขระมากฝุ่นแดงตลอดทางนั่งอัดกันไปเหมือนลาวอพยพ
แต่ก็แฝงด้วยความสนุกสนานพี่ปองแซวสาวลาวเพื่อนร่วมทางตลอดเวลา
เจ้าหล่อนก็หน้าตาจิ้มลิ้มยิ้มสดใสเหมือนสาวอีสานบ้านเฮา
ถึงด่านน้ำพราว 4 โมงเย็นเสียค่าธรรมเนียม 1 USD
เสร็จแล้วก็ข้ามมาด่านเตาเจียว ( เย้!!! ถึงแล้วเวียตนาม
ดินแดนที่ฉันฝันหา) กว่าจะทำเอกสารเสร็จ รวมถึงแลกเงินด้วยก็ประมาน
5 โมงเย็น แล้วก็ต่อรถตู้กึ่งแวน รถที่นี่หน้าตาแปลกๆตัวรถจะกว้างเป็นพิเศษ
แต่ระหว่างที่นั่งจะแคบ จุดหมายต่อไปคือเมืองฮานอย
ระหว่างที่ไปกระเหรี่ยงไทย 11 นาย( หนุ่ม3 หญิง8
พี่คมรัฐที่แสนน่ารัก ต้าจังWeb Master ตัวเล็กเสียงดัง
Enut หนุ่มผู้รอบรู้ทุกอย่าง น้องเอสาวจิตใจใส แม้จะโก๊ะบ้างบางเวลา
พี่พิมผู้อวุโสอันดับสอง แต่ใจเกินร้อย น้องป๊อบที่พึ่งพาเรื่องราคาประจำทริป
พี่ขวัญคุณแม่ลูกสองที่หนีลูกมาเที่ยว พี่นุสสาวเปรี้ยวผู้สร้างวีรกรรม
( วีรกรรมอะไรต้องติดตาม ) นู๋อีสสาวผู้แสวงหาของกิน
การนอนตลอดเวลา น้องปุ๋มเต่าน้อยต๊วมเตี๊ยมของเรา
และตัวข้าพเจ้า ) ตื่นตาตื่นใจกับโลกใหม่ที่ยังไม่เคยประสบ
วิวทิวทัศน์สองข้างทางสวยมาก ทุ่งข้าวสีเขียวสลับกับขุนเขา
มีหมอกจางๆปกคลุม สอดผสานกับเส้นทางที่คดเคี้ยว
เป็นบรรยากาศที่ถ้าคุณมาเครื่องบิน คงไม่ได้สัมผัส
ระหว่างทางแก้เหงาโดยการคุยกับหนุ่มลาวที่ได้สาวเมืองเวียตเป็นภรรยา
ก็คุยสรรพเพเหระไปเรื่อย ถามข้อมูลที่พอจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง
และก็เป็นล่ามจำเป็นให้พวกเรากับคนขับด้วย พอถึงเมืองวิงก็แวะกินเฝอมื้อแรกที่เวียตนาม
ด้วยสนนราคาชามละ 7000 ดอง คิดเป็นเงินไทยก็หาร1000
คูณด้วย 2.5 เป็นเงิน 17.5 บาท มาถึงฮานอยก็ราวตี2
เข้าพักที่ Manh Doung Hotel
ประทับใจ
.วันแรกที่ได้เยียบเมืองเวียต
หลังรอนแรมบนรถตู้คันแล้วคันเล่าก็มาถึงจนได้
ฮา
.ต้าจังคุยกับหนุ่มลาวบนรถ เขาถามเรื่องเมียว่ามีเมียหรือยัง
ก็บอกไปว่ามีแล้ว เขาก็เลยถามต่อว่าเอาเมียเมื่อไหร่
(ทุกคนบนรถก็ฮาซะ เพราะคงคิดไปต่างๆนากับภาษาที่เขาใช้
) ต้าจังก็แก้ตัวไปว่าเป็นแค่แฟนกันยังไม่ได้แต่ง
และยังไม่มีลูก
เครียด
..รถตู้ที่นั่งมาฮานอยช่องระหว่างที่นั่งแคบมาก
ง่วงก็ง่วงนั่งก็ลำบาก แล้วยังหนวกหูกับ วัฒนธรรมการชอบบีบแตรตลอดเวลา
และการขับรถที่แสนหวาดเสียวของชาวเวียต
11 เมษายน 47
เช้าแรกที่ฮานอย อากาศกำลังสบาย ฝนตกพร่ำๆ บรรยากาศสุดแสนโรแมนติก
ตื่นนอนกันแต่เช้าทุกคน รหัสของกลุ่มเราคือ 6 7
8 ตื่น 6 โมง กินข้าว 7 โมง ออกเที่ยว 8 โมง วันนี้พวกเราก็หาอาหารเช้ากันใกล้ๆโรงแรมนั่นแหละ
แถวนี้ของขายมากมายทั้งของสด ผัก ขนมปัง และที่สำคัญของกินเยอะมาก
สรุปกันได้ที่ร้านข้าว กะหมูยอทอด ไข่ต้มทอด รสชาติก็ใช้ได้ข้าวนิ่มๆเหมือนข้าวญี่ปุ่น
แต่ที่เป็นอุปสรรคมากสำหรับตัวเรา คือความไม่แข็งแรงในการใช้ตะเกียบ
โดยเฉพาะเวลาที่ข้าวผสมกับกับข้าวแล้วคีบไม่ขึ้นเลยและอุปสรรคอันนี้คงต้องติดตัวไปอีก9วัน
จากนั้นเป้าหมายแรกที่เราจะไปคืออนุสาวรีย์ลุงโฮ
(โฮจิมิน) ระหว่างทางผ่านอนุสาวรีย์เลนนิน , War
Musium, พิพิธภัณฑ์บ้านลุงโฮ, พิพิธภัณฑ์โฮจิมิน
BAO TANG HO CHI MIN, ทำเนียบประธานาธิบดี , พิพิธภัณฑ์เสาเดียว
บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์นี้คนเยอะมาก โดยเฉพาะคนเวียตจะมาจะต่อแถวกันยาวเหยียด
เพื่อชื่นชมวีรบุรุษที่เขารัก จะมีโรงเรียนพาเด็กนักเรียนทุกวัย
ตั้งแต่อนุบาลยันเด็กโต ที่นี่เขาพยายามปลูกฝั่งเลือดรักชาติให้ตั้งแต่ยังเล็ก
ขากลับก็เดินกลับเหมือนเดิมระยะทางไม่ไกลมาก ก็เปลี่ยนเส้นทางเดินไปเรื่อยๆ
เพื่อจะได้ดู ได้เห็นสิ่งใหม่
ช่วงบ่ายเป็นเวลาแห่งการช้อปปิ้ง
ที่ฮานอยนี้ก็ดีอย่างแหล่งขายของเขาจะแบ่งเป็นย่านๆ
มีถนนขายเป้ ถนนขายรองเท้า ถนนขายเสื้อผ้า ฯลฯ ก็จะมีของประเภทเดียวกันขายติดๆกันเป็นสิบๆร้าน
ชอบแบบไหนก็เลือกต่อหลายๆร้าน ร้านไหนให้ถูกสุดก็ซื้อร้านนั้น
แต่ที่โดนใจกลุ่มเราที่สุดก็ต้องเป็นย่านเป้ ช้อปไปกันไปคนละหลายใบ
ขนาดพี่คมรัฐยังอดใจไว้ไม่ไหวเลย ระหว่างทางที่เดินช้อปถ้าเจอร้านขายของกิน
ขนมแปลกก็ต้องแวะชิมทุกครั้งสั่งมาจานเดียว แล้วกินกันหลายคนขอแค่ชิมรสชาติไม่เน้นปริมาณ
ช่วงเย็นเราก็ไปจองตั๋วดูหุ่นกระบอกน้ำที่ขึ้นชื่อของเวียตนาม
ตามประวัติเขาบอกว่าพระเป็นคนคิดนะ ช่วงนั้นเกิดน้ำท่วม
ท่านกลัวประชาชนจะเครียดก็เคยคิดการเล่นหุ่นกระบอกน้ำขึ้น
เพื่อแก้เครียดให้ประชาชน ค่าเข้าก็ 40,000 ดอง
ได้พัดหนึ่งด้ามเป็นของที่ระลึก ละครก็สนุกดีเป็นเรื่องราววิถีชีวิตของคนเวียตนาม
แต่แฝงด้วยความสนุกสนานเฮฮา พร้อมทั้งเอฟเฟกซ์ แสง
สี เสียง ควัน ตระการตา มีซาวด์สดด้วยวงดนตรีพื้นเมือง
พร้อมเสียงร้องที่จับใจ และเสียงพากษ์ที่เร้าใจตลอดเวลา
เสร็จจากดูหุ่นก็ไปแวะกินไอติมร้านที่เขาบอกว่าอร่อยนักอร่อยหนา
ทุกกระทู้ที่มาเวียตนามจะต้องไปกินแล้วกลับมาเล่าให้ฟัง
แต่สำหรับเราแล้วรสชาติก็งั้นๆ ออกจะหวานเกินความจำเป็นซะด้วยช้ำ
เราว่าไอติมกระทิใส่ลอดช่อง สลิ่มบ้านเราแซบกว่าเยอะ
ขากลับก็แวะกินบะหมี่แห้ง จริงๆแล้วเป็นน้ำกว่าจะสื่อสารว่าเอาแห้งได้ก็เกือบจะไม่ได้กิน
จากนั้นก็ไปต่อที่ร้านอาหารทะเล
สั่งปูม้าสดๆเอามาต้มกินกัน กับต้าจัง และนู๋อีส
อร่อยดีปูสดมาก น้ำจิ้มก็รสชาติแปลกๆใส่พริกป่น
เกลือ น้ำตาล และส้มจี๊ด แทนมะนาว
ประทับใจ
.หุ่นกระบอกน้ำสนุกดี
และที่น่าสนใจคือประวัติความเป็นมาของหุ่นนี้
ฮา
น้องนัทนักช้อป ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า
เป้ไม่ต่ำกว่า 7 เสื้อแดงดาวเหลือง หมวกเวียต ตรงข้ามกับสาวอี๊ดไม่ซื้ออะไรเลยชม
กับรับทานอย่างเดียว
เครียด
..กับการข้ามถนนรถทุกคันพร้อมใจกันจะไปอย่างเดียว
ไม่มีใครระวังใคร ใครใคร่ข้าม ข้า ใครใคร่ขี่ ขี่
ถ้าคิดจะข้ามถนน จงข้ามด้วยความมั่นใจ แล้วรถจะหลบเจ้าเอง
12 เมษายน 47
อากาศแจ่มใส มีแดดอ่อนๆเป้าหมายของวันนี้อยู่ที่
Ha Long Bay ดินแดนแห่งภาพฝัน
ออกจากโรงแรมแต่เช้า จุดหมายมุ่งสู่ Ha Long Bay
วันนี้พี่นุสแต่งตัวเจ็บมาก เสื้อแดง กางเกงเหลือง
ถ้าเกิดการหลงขึ้นมามองหาพี่นุชคนเดียวรับรองเจอ
ระหว่างทางไปแวะชมการปักผ้าที่โกยซิม เป็นงานHandmade
และพี่คนขับยังใจดีแวะจอดให้พวกเราถ่ายรูปตรงสะพาน
ก็ได้รูปวิวสวยๆ และวิถีชีวิตชาวเวียตมาหลายใบ พอถึง
Ha long Bay แวะทานอาหารที่ร้านอาหารจีน รสชาติก็ใช้ได้
โดยเฉพาะน้ำพริกของน้องป๊อป ช่วยกระตุ้นต่อมจี๊ดของสาวไทยอย่างเราได้อีกโข
เสร็จแล้วก็ไปลงเรือมังกร ลองเรือที่นี่เราซื้อแพคเกจ
2 วัน 1 คืน นอนโรงแรมบนเกาะแก๊ปป้า แต่กรุ๊ปพี่ปองเลือกนอนบนเรือก็ได้ฟิวอีกแบบหนึ่ง
Ha long Bay บรรยากาศคล้ายเขาสกบ้านเรา
แต่วันนี้อากาศไม่ค่อยเป็นใจครึ้มฟ้าครึ้มฝนตลอด
มีหมอกบางๆ คอยบดบังทัศนียภาพ เลยมองไม่ค่อยเห็นภูเขาเท่าไหร่
ระหว่างทางจะเห็นเรือไม้ไผ่พายเรือมาขายของ ถึงบรรยากาศจะไม่เป็นใจแต่เราก็ถ่ายรูปไปเป็นม้วน
พอบ่ายสองก็แวะจอดให้ชมถ้ำที่ A Part of Song Sort
Grotto เป็นถ้ำที่ใหญ่มาก มีการติดไฟเล่นแสงเพิ่มความน่าสนใจให้นักท่องเที่ยว
จากนั้นก็พาไปพักที่เกาะแก๊ปป้า โรงแรมก็OK มีแอร์
แต่เปิดไม่ได้ ถ้าเปิดเพิ่มอีก 8 US ตอนเย็นหลังจากกินข้าวกินปลาเสร็จ
( จริงๆแล้วมีแต่เต้าหู้กับผัก ) ก็ไปเดินเล่นที่ชายหาด
ก็เลยชวนกันลองก็นั่งเรือไม้ไผ่ พอนั่งก็อยากจะแจวเอง
ลองแจวกันใหญ่ทั้ง นายนัท ขวัญ เอ ก๊อฟ แต่ที่พอจะมีแววที่สุด
คือพี่คมรัฐแจวจนนายเรือของเรานั่งสูบบุหรี่สบาย
ขากลับกะว่าจะซื้อเบียร์เวียตไปชิม แต่ราคาพอกับที่โรงแรม
เลยตัดสินใจไปกินที่โรงแรมดีกว่า เลือกห้องพี่นุสเพราะวิวดีที่สุดอยู่ห้องหัวมุม
กินไทเกอร์ไป 2ขวด รสชาติใช้ได้ แต่อ่อนกว่าสิงห์
และช้างบ้านเรา
ประทับใจ
บรรยากาศระหว่างล่องเรือ
มีหมอกบางๆปกคลุมยอดเขา ถึงฟ้าจะไม่ใสแต่ก็ได้อรรถรส
ฮา
สาวนุสผู้สร้างวีรกรรม ระหว่างไปชมถ้ำ ทุกคนก็เดินตามไกด์ไปเรื่อยๆเป็นทางวันเวย์
พี่นุสคง
มัวแต่ถ่ายรูปเลยหลงทาง เจ้าหน้าที่ผู้แสนดีกลัวจะไปไม่ทันเพื่อนเลยให้ลงเรือลัดไป
แต่ด้วยบุญหรือกรรมก็ไม่รู้พี่นุสเรากลับจำชื่อเรือไม่ได้
มาทัวร์อะไรก็จำไม่ได้ เขาก็เลยให้ยืนเด่นเป็นสง่าด้วยที่โดดเด่นคงมีเพื่อนๆเห็นบ้าง
รอแล้วรอเล่าก็ไม่สะดุดตาใครเลย เลยต้องพึ่งพาเด็กน้อยเรือไม้ไผ่
ให้มาส่งที่ปากทางออกด้วยความรู้สึกที่ซึ้งในน้ำใจเด็กน้อยชาวเวียตคนนี้
แต่แล้วน้ำใจใสๆนั้นกลับขุ่นขึ้นอย่างฉับพลัน นู๋น้อยจอดกลางทางเพื่อ
เรียกเงินค่าส่ง จำไม่ได้แล้วว่ากี่ดอลล่า แต่สรกันได้ที่
แสนดอง
..บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจทาง(
อาจหลงได้)อย่าวางใจเด็กน้อย หน้าซื่อพี่นุสบอกว่าแสนดองไม่เท่าไหร่หรอกถือว่าเป็นทุนการศึกษาเด็กก็แล้วกัน
เด็กคนนี้ใน อนาคตอาจเป็นบุคคลสำคัญของประทศเวียตนามก็ได้
เครียด
..โรงแรมเปิดแอร์ไม่ได้ ถ้าเปิดชาร์ทอีก
8 US
.เฮ้อ!!!!เวียตนะเวียต
13 เมษายน 47
แดดจ้า ฟ้าสดใส อากาศสดชื่น วันที่ 4 ที่เวียตนาม
วันสงกรานต์ที่บ้านเรา
ตื่นเช้าอีกเหมือนเดิม แต่อาหารเช้าวันนี้พิเศษหน่อย
เป็นABF เสิร์ฟพร้อมกล้วยหอม และกาแฟ ขากลับก็ยังมีหมอกบ้าง
แต่ใสกว่าขามา ระหว่างทางมีเรือไม้ไผ่มาขายของทะเลสด
มีกุ้ง ปลาหมึก แต่ที่โดนใจพวกเราก็ต้องเป็นกั้งแก้ว
ซื้อมาเท่าจำนวนสมาชิก สนนราคา 300 บาท ขวัญบอกว่าถูกและสดกว่ากรุงเทพฯ
รสชาติหวานสมราคา น้ำจิ้มก็แซบใช้ได้ เป็นครั้งแรกนะที่ได้กิน
อยู่กรุงเทพฯไม่เคยคิดจะกินเลย แกะยังไม่เป็นก็ได้ผู้เชี่ยวชาญอย่างพี่ขวัญคอยสาธิต
เสร็จจากลิ้มลองกั้งเวียตนาม ก็เริ่มแลกเปลี่ยนชื่อ
ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์กัน กลับจากทริปนี้อาจได้ติดต่อชวนกันไปทริปอื่นอีก
ถึงฝั่งประมาณ 11 โมงก็ไปแวะกินข้าวที่ร้านอาหารเดิม
เมนูเดิม แต่ที่แตกต่างคือเพื่อนร่วมโต๊ะ ที่Ha
Long Bay พวกเราได้รู้จักนักท่องเที่ยวหลายคนหลายชาติ
ทั้งพี่สาวร่าเริงชาวมาเลเซีย น้องคิมของปุ๋มชาวเกาหลี
(ที่ทักMr.OB1ของเราเป็น คนขับรถ เขาเป็นถึงWeb
Masterเชียวนะ!!) ,มิสเตอร์เกรน ที่พูดไทยชัดมาก
ขากลับไปฮานอยก็แวะร้านปักผ้าเหมือนเดิม
ถึงฮานอยประมาณบ่าย
3 ครึ่ง คนขับเอาเราไปDrop ลงที่ไหนก็ไม่รู้มี่แท็กซี่
มอร์เตอร์ไซด์รับจ้างมาวุ่นวายล้อมหน้าล้อมหลัง
แต่อย่าหวังจะได้เงินจากกระเหรี่ยงไทยอย่างเราเลย
การเดินคือจุดหมายที่เราตั้งไว้ แต่จริงๆแล้วก็ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไหร่
ยังเดินผ่านถนนเป้ เลยสอยไปอีก 2 ใบ (ไม่น่าเดินผ่านเลย)
แต่วันนี้ซื้อได้ถูกกว่าเมื้อวาน 1 USD เย้!!( แต่คงแพงกว่ากลุ่มพีปองอยู่แล้วอิอิ)
ขากลับต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับ เรากลับกับอีสสองคนดูแผนที่ไปถามเข้าไปตลอดทาง
รู้ว่าทางนี้แต่กันเหนียว จุดหมายอยู่ที่ Manh Dung
Hotel พอทุกคนมาถึง น้องเอก็มีเซอร์ไพร์ส เอาน้ำอบไทยมารดน้ำพี่คมรัฐผู้อวุโสสุดของทริปเรา
ถึงมาต่างแดนก็ยังไม่ลืมวัฒนธรรมไทยนะ จากนั้นก็ไปโซ้ยมื้อเย็นเป็นบุ๋น
ก๋า (ก๋วยเตี๋ยวปลา) แต่เป็นปลาทอดนะ น้ำซุปอร่อยดี
มีปาท่องโก๋เป็นเครื่องเคียงด้วย
คืนนี้เราจะนั่งรถไปเว้เลย
นอนกันในรถนั่นละจะได้ไม่เสียเวลา ถึงเช้าก็เที่ยวต่อ
กว่าจะขึ้นรถก็ 2 ทุ่มแล้วแถมไปจ๊ะเอ๋กับกลุ่มพี่ปองจอมโวยวาย
มาพพร้อมกับเสียงล้งเล้งขนาดคนเวียตยังอายเลย และที่ซวยสุดๆคือได้ไปนั่งกับสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มพี่ปอง(จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร)
กรนดังมากๆๆๆลั่นรถเลย นอนก็ไม่หลับขนาดอัพยาไป2เม็ดยังไม่หลับเลย
แถมรถเจ้ากรรมยังไปจอดทำพระแสง อะไรไม่รู้อีกว่า
2 ชั่วโมง เลยตัดสินใจย้ายไปนั่งกับแฟนพี่ปอง ให้พี่แกรับกรรมกับสมาชิกแกไป
ประทับใจ
ประเพณีไทยที่ไม่จางหาย
แม้จะไกลแสนไกลต่างบ้านต่างเมือง
ฮา
บรรดาแท็กซี่ มอเตอร์ไซด์พี่เวียตทั้งหลาย
ที่หวังจะเชยชมเงินพี่ไทยอย่างเรา แต่ขอบอก
ยากส์ๆๆๆๆๆๆ การเดินเท่านั้นคือจุดมุ่งหมายของพวกเรา
การค้นหาเหมือนเกมส์ที่เร้าใจ
เครียด
.เสียงกรนเจ้ากรรมของมิตรที่ไม่อยากเจอ
14 เมษายน 2547
เช้าแดดจัด บ่ายฝนตก
เย็นอากาศกำลังสบายHUE CITYอดีตอาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง
มาถึงเว้ก็เช้าแล้ว
เรามีเวลาเที่ยวเมืองนี้ไม่กี่ชั่วโมงก่อนนั่งรถต่อไปฮอยอัน
เลยตัดสินใจเช่าจักรยานในราคา 10000 ดjอง ปั่นไปชมพระราชวังเว้กัน
ครั้งแรกกับการปั่นจักรยานในต่างแดน แล้วยังเป็นดินแดนที่วินัยในการขับขี่ไม่คุ้นเคยเลยสำหรับเรา
แต่ละแยก เป็นแยกวัดใจใครใจกล้าก็ได้ไปก่อน มีแตรเป็นอาวุธ
ใครเสียงดังกว่าก็ชนะ กว่าจะมาถึงพระราชวังก็เล่นเอาสาหัสสากันส์
แต่แล้วความเหนื่อยก็หายเป็นปลิดทิ้ง พระราชวังสวยมากเป็นสถาปัตย์แบบจีน
ใหญ่โต อลังการมาก แต่บางส่วนก็สึกหรอลงไปมาก ค่าเข้าแพงมาก
55000 ดอง แต่ก็คุ้มบางคนไม่เข้าเสียดายแทนอุส่าห์มาถึงกลับไม่ดู
แต่กลุ่มเราดูทุกคน ถ่ายรูปหมดไปเป็นม้วน คนที่ใช้ดิจิตอลก็กดกระหน่ำไม่ยัง
โดยเฉพาะพี่พิมกับน้องป๊อปถ่ายกันสนุกไปเลย การ์ดหมดก็ไรท์ลงแผ่นได้
ออกจากพระราชวังก็ไปชมตลาดกัน แวะไปแป็บเดียว จริงๆแล้วหลงไปมากกว่า
กะจะไปหาข้าวเย็นกิน สุดท้ายก็ได้กินข้างร้านทัวร์ที่มา
เป็นข้าวสวยราดหอยตัวเล็กๆ ใส่หมี่กรอบ ถั่วสิสง
แคปหมู เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปสีขุ่น ราคา 2000 ด่อง
รสชาติสมกับราคา 5 บาท จริงๆรับประทานไม่ได้เลย
น้ำซุปเหมือนน้ำต้มหอย รสเค็มๆเฝื่อนๆ วิธีกินให้เเอาน้ำซุปราดข้าวแล้วค่อยกิน
น้องเอก็ทำตามแต่กินไม่ได้ ส่วนพี่พิมกินแบบแห้งๆใส่น้ำพริกเผาก็พอกินได้
แต่สาวอีสกินหมดชามด้วยความรวดเร็ว ไม่รู้เพระหิวหรือรสชาติถูกปากกันแน่
จากนั้นก็ขึ้นรถมุ่งหน้าสู่ฮอยอัน
ระหว่างทางไปฮอยอันวิวสวยมาก
ภูเขาสลับกับป่าไม้ที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ บางช่วงมีหมอกบางๆปกคลุม
บางช่วงเห็นแนวโค้งชายหาดทะเล เป็นบรรยากาศที่ยากจะบรรยาย
ไม่เสียแรงที่ดั้นด้นมาไกลกว่า 2-3 พันกิโล ไปถึงฮอยอันก็เย็นย่ำเข้าไปแล้ว
รถเอาพวกเราไปดรอปที่โรงแรม NHI NHI ก็เป็นโรงแรมที่น่ารัก
ราคาก็พอประมาณ แต่ก็ขอไปสำรวจที่อื่นบ้าง เพื่อจะเจอที่ถูกใจ
และถูกตังส์มากกว่านี้ สุดท้ายก็ลงเอยที่นี่นั่นและ
กว่าจะอาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก็ฟ้ามืดแล้ว ออกไปหาอาหารมื้อแรกที่ฮอยอัน
รับประทานกัน เดินผ่านสะพานญี่ปุ่นสัญลักษณ์ของเมืองนี้
ไปแถวริมคลอง มีร้านอาหารเล็กๆน่ารักๆเต็มไปหมดเลย
ตัดสินใจไม่ถูกเลยชอบทุกร้าน มีร้านหนึ่งทุกโต๊ะมีเชิงเทียนที่มีคราบน้ำตาเทียนกองสุ่มๆกันสวยดี
เห็นแล้วคิดถึงคนที่กรุงเทพฯอยากให้เขามานั่งกินข้าวชมบรรยากาศด้วยกันจัง
เลยนัดแนะนุช และปุ๋มหลังกินข้าวมาชิมน้ำมีฟองกัน
และยังได้สมาชิกนักชิมใหม่ป๋าคมรัฐ และต้าจัง กินได้สองขวดก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว
ร้านเริ่มเก็บ ที่เมืองนี้ร้านอาหารจะปิดกันประมาณ
4ทุ่ม เดินกลับแถวนี้เงียบกันทั้งเมือง ต่างกับที่กรุงเทพฯ
4ทุ่มชีวิตเพิ่งเริ่มต้น นอนเร็วก็ดีพรุ่งนี้จะได้มีแรงเที่ยวต่อ
ประทับใจ
บรรยากาศระหว่างทางจากเว้มาฮอยอัน
โรแมนติกสุดๆ ปลดเปลื้องความเหน็ดเหนื่อยจาก
การเดินทางได้เป็นอย่างดี พระราชวังที่เว้ก็ชอบ
ฮา
วันนี้เหมือนไม่ค่อยมีเรื่องฮาๆ มีแต่ความสวยงาม
ชอบเมืองนี้มากๆ อยากมาอีกมาอยู่
หลายๆวัน ชอบทั้งบรรยากาศ วิถีชีวิต และความเป็นมาของเมืองฮอยอันนี้
เครียด
..มื้อกลางวันที่เว้ข้าวกะหอยชามละ 2000
ดอง ขนาดหิวมหากาฬ ยังกินไม่หมดเลย
15 เมษายน 2547
อากาศร้อนจัด
แดดเหมือนที่กรุงเทพฯ จุดหมายอยู่ MY SON (หมี่เซิน)
วันนี้เราไปดูอดีตความรุ่งเรืองของอาณาจักรจาม
ที่หมี่เซิน ซื้อทัวร์แบบ เดย์ทริป ไปรถกลับเรือพร้อมอาหารกลางวัน
3 USD / คน ราคานี้ไม่รวมค่าเข้าชม 55,000 ด่อง
ลักษณะ ก็คล้ายปราสาทเมืองสิงห์ หรือเขาพนมรุ้งบ้านเรา
เป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองของเขมร พี่ไกด์ก็พาชมไป
อธิบายไปพร้อมกับแสงแดดที่แสนจัดจ้าน กว่าจะครบทุกจุด
ก็เกือบจะละลาย แม้แต่ฝรั่งที่ชื่นชอบแดดยังแอบหลบตามร่มเงาซอกตึก
ต้นไม้ระหว่างทาง แล้วพี่ไทยอย่างเราจะเหลือเหรอ
แต่คนที่ดูมีความสุขที่สุดคงเป็นต้าจัง แกจะอินกับอาณาจักรนี้มากเสมือนอดีตชาติภพได้ก่อกำเนิด
ณ อาณาจักรแห่งนี้ ส่วนคนที่เหลือก็เน้นถ่ายรูป
และก็หาที่หลบแดด
ขากลับเราเลือกกลับทางเรือพอไปถึงก็เที่ยงพอดี
กินอาหารเที่ยงกันในเรือ เป็นข้าวราดผัดผักพร้อมเปาะเปี๊ยทอด
อร่อยมาก ในเรือนี้เราเจอกับกรุ๊ปคนไทยที่เป็นสมาชิกTKTด้วย
เขามากัน 5-6 คน คงเป็นช่วงวันหยุดยาวเลยเจอคนไทยมาเที่ยวเวียตนามเยอะ
แต่ทัวร์นี้แจกน้ำด้วยนะ ปกติที่นี่ไม่ว่าจะเป็นทัวร์
ร้านอาหารใหญ่ๆ ร้านข้างฟุตบาทจะไม่มีน้ำให้ ต้องสั่งต่างหาก
หรือพกมากินเอง ประชาชนที่นี่คงขาดน้ำเลยตัวเล็กๆกัน
มาทางเรือก็สนุกดีชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ เห็นวิถีชีวิตของชาวเวียตที่ยังให้ความสำคัญกับการเดินทางทางน้ำ
มีเรือหน้าตาแปลก เช่น เรือกระด้งลำน้อย เป็นเรือไม้ไผ่สานลักษณะเรือกลมๆน่ารักดี
เรือหัวมังกร เรือมีตา ก็ได้มาเห็นที่นี่ รวมถึงรูปแบบการทำประมงที่แปลกตา
ยอยกปลาขนาดมหึมา ชีวิตคนเวียตนามยังผูกพันกับสายน้ำอยู่มาก
แม่น้ำที่นี่กว้างมากกว้างกว่าเจ้าพระยาเรา2-3เท่า
เขาถึงทำนาได้ปีละ 4หน แต่คุณภาพสู้ข้าวไทยไม่ได้
ที่นี่ขาดระบบการจัดการที่ดี ถ้าเขาพัฒนาด้านนี้
อีกไม่นานต้องโตทันประเทศไทยแน่ เพราะวัตถุดิบ ทรัพยากรธรรมชาติของเขายังมีอีกมาก
นั่งมาเรื่อยเขาก็ให้แวะหมู่บ้านที่ทำเรือมีตา เขาใช้ไม้ชิ้นใหญ่มากๆ
ราคาคิดเป็นเงินไทยก็ไม่แพง หลายคนมีความเห็นว่าน่าจะซื้อกลับเมืองไทย
โดยให้พี่คมรัฐเป็นคนแจวกลับ(อิอิแซวเล่นจ้า)
ปลายทางของการเดินทางครั้งนี้
เขาเอามาดรอปที่ท่าเรือเป็นตลาดสด อยู่ในบริเวณเมืองเก่า
ของขายเยอะมาก เราก็เดินชมตลาดไปเรื่อยเจออะไรแปลกก็แวะกินตลอด
ทั้งขนมครกเวียตนาม (อร่อยมากขอบอก) ขนมถ้วย (ที่แอบชิมของกรุ๊ปคนไทยที่บังเอิญเจอกันที่นี่
) เดินจนเมื่อย ก๊อฟ ขวัญ ปุ๋ม เราก็เลยเดินกลับโรงแรมเพราะหาเพื่อนๆไม่เจอ
กลับไปอาบน้ำอาบท่าเสร็จ กะว่าท่าไม่เจอใครจะไปหาข้าวกินแถวนี้
.หิวมากๆ
กำลังจะไปก็เจอต้าจังพอดี บอกว่าจองร้านข้าวไว้แล้ว
ที่ร้านอะไรจำไม่ได้ น้องนัท น้องเอซื้อของทะเลสดๆให้ที่ร้านทำให้
ประเทศนี้ต่างจากบ้านเรา คนจนกินอาหารทะเล แต่คนรวยกินหมู
จุดเด่นของร้านนี้คือเจ้าของน่ารักมาก มี Recommend
Book ให้ลูกค้าเขียนด้วย มีคนไทยมาตั้งหลายกรุ๊ป
รสชาติอาหารก็ใช้ได้ ทานเสร็จก็มีการชักภาพเป็นที่ระลึก
ขากลับก็แวะไปส่งนุสที่เกสต์เฮาส์ย่านเมืองเก่า
เป็นเกสต์เฮ้าส์ที่สวยตกแต่งสไตล์จนโบราณ ขรึมๆ
พี่นุสเราขอปลีกวิเวกไปคนเดียว คืนนี้เลยงดชิมเบียร์กะพวกเรา
ก็เลยมีแต่เรา ปุ๋ม พี่คมรัฐ ขาประจำ มีนัท เป็นแขกพิเศษ
ร้านที่ไปนั่งบรรยากาศใช้ได้แต่แพง เลยกินไป 2ขวด
ได้เวลา 4ทุ่ม ร้านปิด กลับไปนอนหลับฝันดี
ประทับใจ
.ร้านอาหารอร่อย
เจ้าของน่ารัก มื้อนี้กินไป หกแสนกว่า (ด่องนะ)
ฮา
.ก๊อฟ ปุ๋ม ขวัญ หลงกับเพื่อนๆ ทุกคนก็ตามหากันจ้าละหวั่น
แต่เรากลับไปอาบน้ำ นอนที่ โรงแรมอย่างสบายใจ
เครียด
แดดที่ หมี่เซิน ขอบอกร้อนมากมาก!!!!!
16 เมษายน 2547
อากาศร้อนกำลังดี
ลาแล้วฮอยอันที่น่ารัก แล้วจะกลับมา ฉันขอสัญญา
8.00 น. ขึ้นรถจากฮอยอัน
เมืองเล็กๆที่แสนโรแมนติก ผ่านถนนแสนสวย เส้นหนึ่งของประเทศนี้
ระหว่างทางแวะชมสวนหินแกะสลัก และวิธีการแกะหินของช่างชาวเวียตนามที่ละเอียดมาก
และเป็นที่ยอมรับของหลายๆประเทศ กว่าจะมาถึงเว้ก็บ่ายแล้ว
กว่าจะหาโรงแรมได้อีกก็หิวจนตาลาย สรุปได้ว่าพักที่
Thai Binh Hotel คนละ 3 USD ห้องพักก็พอใช้ได้ มีแอร์ด้วนนะ
ห้องละ 3 คน เรานอนกะ ปุ๋ม นุช จากนั้นก็เช่าจักรยานขี่รอบๆพระราชวัง
เจอดาราจากบ้านเราด้วย พล ตันทเสถียร หล่อนมากับเพื่อนสาวป่าเดียวกัน
ถึงจะเป็นยังไง เขาก็น่ารักดีเห็นพวกเราเป็นคนไทยก็ยิ้มให้
ก็เลยขอชักภาพเป็นที่ระลึก
ตอนเย็นแวะไปกินที่ร้านLANTHIENต้าจังอุส่าห์หาจนเจอรสชาติอาหารก็พอกินได้
แต่ที่ดึงดูดใจลูกค้า ที่เปิดขวดที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวเวียต
พี่เจ้าของร้านทำโชว์ลูกค้าเลยนะ แถมลายเซ็นต์ และชื่อลูกค้าด้วย
ร้านนี้เขาดังนะลงในLonely Planet ด้วยมีลูกค้าฝรั่งชาติต่างๆ
แวะมาเยี่ยมเยือนแกตลอด กลับประเทศไปแล้วยังถ่ายรูปคู่กับที่เปิดขวดส่งมาให้
พี่เจ้าของร้านเอารูปมาอวด มีรูปคนไทยด้วยนะ เรายังคิดกับนัทเลยว่ากลับไปเมืองไทยเมื่อไหร่จะถ่ายคู่กับวัดพระแก้วแล้วส่งมาให้บ้าง
จากนั้นก็ไปตลาดต่อ กะหาของฝากให้เพื่อนๆ กรุ๊ปเราเห็นอะไรก็ต่อกระจาย
ซื้อบ้างไม่ซื้อบ้าง เป็นที่หนุกหนาน ไม่รู้โดน
เป็นภาษาเวียตบ้างหรือป่าว
แต่ไม่เป็นไรฟังไม่ออกอยู่แล้ว
ส่วนมื้อเย็นวันนี้งดเพราะแวะชิมมาตลอดทางแล้ว
เลยกะว่าจะไปหาอะไรเย็นๆอย่างเบียร์เมืองเว้ชิมดูว่าต่างจากเมืองอื่นมั้ย
คนไปก็สมาชิกเดิน ระหว่างทางเดินไป ต้าจังกะพี่คมรัฐหิว
เเลยแวะกินบะหมี่ที่ร้านหนึ่ง เห็นตู้ก๋วยเตี๋ยวเขาสวยดี
คนขายก็ใจดี เรียนการทำบะหมี่มาจากเมืองจีนเลยนะ
รสชาติถึงได้ดูดี ถูกปากคนไทยเป็นอย่างยิ่ง เสร็จแล้วก็ไปต่อที่ร้าน
Festival ก็ชิมเบียร์ยี่ห้อเฟสติวัลนั่นแหละ ร้านนี้อยู่ริมน้ำบรรยากาศดี
เห็นกลุ่มทัวร์ที่ไปกินอาหารในเรือปล่อยกระทงด้วย
สวยมาก เห็นแล้วนึกถึงกระทงสายบ้านเรา เสียดายไม่ได้เอากล้องมา
ไม่เป็นไรพรุ่งนี้มาถ่ายใหม่ เบียร์ร้านนี้ถูกมากขวดละ
6000 ด่อง เองกินกัน 4คน 2ขวด ตกคนละ 7 บาทห้าสิบ
อยากขนกลับบ้านไปกินจัง
ประทับใจ
รอยยิ้มของเจ้าของร้านที่เปิดขวด
เห็นแล้วมีชีวิตชีวาเหมือนยิ้มสยามบ้านเรา
ฮา
ต่อราคาที่ตลาด สนุกมากต่อกันกระจาย แต่ไม่ซื้อ!!!!!
เครียด
..ที่เว้เราได้พักที่เดียวกับกรุ๊ปพี่ปองอีกแล้ว
ต้องทนฟังเสียงพี่ท่านตั้ง 2 คืน
17 เมษายน 2547
อากาศตอนเช้า กับตอนเย็นฝนตก
ส่วนกลางวันแดดอ่อนๆ
วันนี้เริ่มวันใหม่ด้วยกาแฟดำ
กับช็อกโกแลตเค็ก ก่อนไปล่องเรือที่แม่น้ำหอม ค่าเดย์ปริปนี้รวมอหารกลางวัน
แต่ไม่รวมน้ำ 1 USD เรือที่ล่องก็เป็นเรือมังกรขนาดปานกลาง
ในเรือจะมีของที่ระลึกขาย แต่ราคาค่อนข้างแพงกว่าปกติ
( ที่แพงอยู่แล้วสำหรับนักท่องเที่ยว ) สถานที่แรกที่แวะชมพระตำหนัก
Minh Mang ค่าเข้า 55000 ด่อง ค่ามอร์เตอร์ไซด์รับจ้างจากท่าเรือมาพระตำหนัก
1 USD พระตำหนักก็สวยงามตามสไตล์จีน บางส่วนมีการซ่อมแซม
ในอดีตคนเวียตนามก็ให้ความสำคัญกับระบบพระมหากษัตริย์
เหมือนกับประเทศไทย
เที่ยงทานข้าวกลางวันในเรือมีอาหาร 3-4 อย่างก็แบบเดิมๆ
จัดวางอาหารไว้รอท่าอย่างดี พร้อมน้ำอัดลมกระป๋องชนิดต่างๆ
ที่ข้างจานใครเผลอกินไปนึกว่ากินฟรี เขาจะมาเก็บเงินเอาตอนหลัง
จากนั้นก็ล่องต่อแวะชมสุสาน Khai Dinh ค่าเข้าก็เหมือนเดิม
55000 ด่อง สุสานที่นี่เป็นงานสถาปัตย์แบบจีนผสมยุโรป
สวยแปลกตาดี ถ่ายรูปหมดไปเป็นม้วน แต่สู้ปุ๋มไม่ได้หรอกคงหมดไปหลายม้วนก็เล่นถ่ายไม่มียั้ง
กลับไปคงหมดตัวเพราะอัดรูป
กลับมาถึงก็ประมาณบ่าย 3 จากนั้นก็เป็นช่วงฟรีไทม์
ใครอยากทำอะไรก็ทำ เจอกันตอนกินข้าวเย็น 6 โมง เรากับปุ๋ม
และนุชขี้เกียจเที่ยวแล้วก็เลยไปปักหลักที่ร้านริมแม่น้ำหอม
เห็นว่าบรรยากาศดีกะว่าจะนังจิบกาแฟเขียนโปสการ์ดส่งมาให้เพื่อนๆที่เมืองไทย
แต่ร้านที่ไปนั่งกลับไม่มีกาแฟเลยต้องกินเบียร์ตั้งแต่บ่ายแทน
กินยี่ห้ออะไรจำไม่ได้แล้วแต่รู้ว่าขวดใหญ่มาก ใหญ่กว่าเบียร์บ้านเรา
ขากลับเดินข้ามสะพานเจ็ดสีช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกพอดี
บรรยากาศได้ฟิวมาก เก็บภาพมาด้วยเป็นภาพหนึ่งที่ชอบมากในทริปเวียตนามนี้
นัดเจอที่โรงแรมสรุปกันไม่ได้ว่ามื้อเย็นนี้จะกินอะไร
ต้าจังเสนออาหารฮ่องเต้แบบฟูออฟชั่น หัวละ 400 บาท
แต่เหล่าสมาชิกไม่มีตังส์ ก็เลยไปกินบะหมี่ที่ร้านเดิมเมื่อวานนี้
กลางทางแวะกินขนมเบื้องญวน และแหนมเนืองของแท้ฉบับเวียตนาม
อร่อยมากๆ กินกันแทบไม่มีท้องไว้ให้บะหมี่แล้ว พอไปถึงเลยสั่งกัน2-3คนชาม
แบ่งๆกันชิม พร้อมซื้อซาลาเปาแสนอร่อยไว้เป็นเสบียงพรุ่งนี้ด้วย
ระหว่างทานเหลือบไปเห็นปฏิทินสาวเวียตนาม กระชายหนุ่มทริปเรา
ต่อมหื่นก็บรรเจิดลงทุนขอจากเจ้าของร้านเลย และแล้วก็เป็นผลได้มา
1ฉบับพร้อมลายเซ็นต์เจ้าของร้าน และก็ชักภาพเป็นที่ระลึกตามฟอร์ม
จุดหมายต่อไปก็ที่ร้านเฟสติวัล ร้านเดิมกะไปถ่ายกระทงตอน
3 ทุ่ม แต่ไปถึงเห็นสะพานเปิดไฟเจ็ดสีพอดี กระทงเลยไม่ถ่ายแล้ว
ไปถ่ายสะพานดีกว่า ฟิมล์เราเหลือ 3 รูปเอง เลยถ่ายมาแค่นั้น
ที่เหลือก็อาศัยกล้องชาวบ้านเอา สะพานทีนี่จะเปิดที่ละสีจนครบเจ็ดสี
ช่วงท้ายจะเป็นไฮไลท์ เปิดพร้อมกันทั้งสะพานเจ็ดสีเลย
ก็เป็นสีสันที่น่าสนใจของเมืองเว้ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมวัยรุ่นของชาวเมืองนี้
บ้างก็ถ่ายกับสะพาน บ้างก็มาพรอดรักกัน บ้างก็มาเฮฮากับเพื่อนฝูง
เป็นวิถีชีวิตแบบหนึ่งของวัยรุ่นเมืองเว้ เห็นแล้วนึกถึงอาร์ซีเอบ้านเรา
จุดประสงค์คล้ายกัน แต่วิธีการนำเสนอแตกต่างกันมาก
ของเราออกแนวลบมากกว่า เสร็จจากถ่ายรูปก็กลับโรงแรมเตรียมแพ็คกระเป๋ากลับบ้านเราพรุ่งนี้
เฮ้อ!!!!เวลาแห่งความสุขทำไมผ่านไปรวดเร็วเช่นนี้
ประทับใจ
ประทับใจโบราณสถานต่างที่แวะระหว่างล่องแม่น้ำหอม
สวยงามอลังการมาก แม้ค่าเข้าจะ
แพงก็ตามเถอะ แต่ก็คุ้มค้า สะพานเจ็ดสีก็ชอบไอเดียดี
สงสาร
พี่ขวัญของเราป่วย เลยไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่
นั่งเฝ้าเรือซะมากกว่า
เครียด
พี่มอเตอร์ไซด์ หลอกเราไปพระตำหนักบอกว่าไกลมาก
ต้องนั่งรถไป แต่จริงๆแค่ 500 ได้
เสียเงินนะไม่ว่า แต่เสียรู้เนี่ยซิ
.เจ็บใจ
18 เมษายน 2547
ฟ้ามืด อากาศเย็น
เพราะต้องขึ้นรถตั้งแต่ตี4 ลาแล้วเวียตนาม ขอบคุณสำหรับความ
ทรงจำที่ดี และประสบการณ์ที่ประทับใจ
ออกจากโรงแรมตั้งแต่ตี4
ไปพร้อมกับกรุ๊ปพี่ปอง หลับกันไปตลอดทางถึงด่านประมาณ
7 โมงเช้าเช็คเอกสารเสร็จก็แลกเงินด่องที่เหลือเป็นเงินกีบ
แล้วค่อยแลกกีบเป็นไทยอีกทีที่ด่านลาว ระว่างทำเอกสารพี่คมรัฐก็ไปหารถเพื่อจะข้ามจากชายแดนฝั่งนี้ไปชายแดนฝั่งไทย
สักพักก็ได้รถมินิบัสเล็กๆสีเหลืองน่ารัก เหมือนรถอนุบาลบ้านเรา
แบบOpen Air ค่ารถเขาคิดล้านกีบ แต่ต่อได้เก้าแสนกีบ
ก็โอเคดีกว่าไม่มีรถไป
เที่ยงแวะกินข้าวที่หมู่บ้านลาวระหว่างทาง
เมนูมื้อนี้มีไข่พะโล้ หมูทอด เครื่องในจิ้มแจ่ว
แต่ที่เด็ดคือทั้งหมดนี้กินกับข้าวเหนียว ไม่มีข้าวสวย
อารมณ์นี้ไข่พะโล้กับข้าวเหนียวก็อร่อยสุดๆ ไปถึงด่านสวรรณเขต
ต้องต่อรถตุ๊กๆไปด่าน เขาไม่ให้รถใหญ่เข้า (ไม่รู้ว่ามั่วอยากกระจายรายได้มั้ง
เป็นแบบนี้ทุกประเทศ ) ระหว่างรอเอกสารพี่นุสแอบไปซื้อเบียร์ลาวตอนไหนก็ไม่รู้รสชาติก็เข้มดีน้องๆช้างบ้านเรา
ข้ามมาฝั่งไทยประมาณ
4โมงเย็น (เย้!!!ถึงแล้วบ้านเรารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที)
แวะเดินเล่นที่ตลาดอินโดจีน จ.มุกดาหาร ซื้อของนิดหน่อยก็ขึ้นรถตู้ที่จองมาจากกรุงเทพฯ
จอดแวะกินข้าวเย็นที่กาฬสิน ยังมีเงินเหลืออยู่เยอะเลยสั่งมาซะเพียบ
หลังจากที่โหยหามอาหารไทยมานาน เมนูเด็ดต้องส้มตำ
โดยเฉพาะตำซั่วอร่อยมากใส่หน่อไม่ ปลาแห้ง ขนมจีน
กินกันจนลืมอาหารเวียตไปเลย ยกเว้นน้องนัทกินไม่ค่อยลงเพราะไม่สบาย
เพื่อนเราหลายคนดูอ่อนเพลีย สบักสบอมกันพอสมควร
คงเหนื่อยกับการเดินทางมากกว่า กลับถึงกรุงเทพฯตีสี่กว่าเห็นว่ารถติดแถวโคราชไม่รู้หรอกหลับมาตลอดทาง
ถึงบ้านก็ตี5พอดี กลับไปถึงรื้อของนิดหน่อยแล้วก็อาบน้ำออกไปทำงาน
เข้าสู่วิถีชีวิตแบบเดิมๆ ทำงาน หาเงิน เพื่อวันหนึ่งจะได้เดินทางตามหาฝันแบบนี้อีก
..
ประทับใจ
.อาหารไทยมื้อแรกในรอบ
10 วัน หลังจากที่โหยหามานาน
ฮา
..กินไข่พะโล้ กะข้าวเหนียวก็อร่อยได้ใจเหมือนกัน
เครียด
ชาวลาวที่ไม่ต่างจากชาวเวียตเท่าไหร่
ชอบกระจายรายได้จริงๆ แต่ก็โอเคไม่ซีเรียส