ระยะเวลาสั้นๆแค่ 2 วัน ด้วยระยะทางที่ห่างจาก
ใจกลางเมือง กทม. ไปไม่ถึง 200 กม. ทุกคนที่ร่วมทางกันมาไม่ว่าจะรู้จักกันก่อนหรือไม่
พากันกลายเป็นคนหลายใจไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็น.................
สุขใจ
ที่ลุ้นไปลุ้นมากับยอดจำนวนคน ทั้งเติมเข้าถอนออกเดี๋ยวขาด
2 เดี๋ยวขาด 3 จนอดใจหายใจคว่ำไปไม่ได้ แต่ในที่สุด
ก็มีเพื่อนร่วมทริปถึง 2 คันรถตู้เต็มๆ......
ไม่ต้องโดนหารเฉลี่ยเพิ่มอีก อย่างที่ใครไม่รู้ขู่เอาไว้
..และเพื่อนเจอกันปลายทางอีก
6 ท่าน รวมเป็น 28 ท่าน
ชื่นใจ
ในมิตรภาพของเพื่อนใหม่และเพื่อนเก่าที่สนิทสนมกันรวดเร็ว
ทำอะไรเพื่อกันและกันอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใจ
สบายใจ
ที่ทุกคนให้ความเป็นกันเอง เจรจาพาทีราวกับเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนเกลอ
ตั้งแต่นาทีแรกที่เจอ จนเผลอแป๊บเดียว รถก็ถึงเป้าหมายแบบไม่รู้ตัว
หวั่นใจ
เมื่อต้องปีนป่ายขึ้นไป สูงขึ้นสูงขึ้น จนถึงจุดสูงสุด
ที่มองเห็นทิวทัศน์รอบด้านในมิติลึกขนาดขาสั่นขึ้นมาเฉยๆโดยไม่รู้ตัว
....จิตสำนึกเตือนติงอยู่ภายในเงียบๆว่า สติดีแล้วหรือที่เอาชีวิตมาเสี่ยงอย่างนี้
ระทึกใจ
เมื่อต้องยืนหันหลังอยู่บนปากเหว จะต้องก้าวถอย
ห้อยตัวลงไปในที่เวิ้งว้าง โดยมีเชือกเส้นเล็กๆคล้องห่วงที่เอวไว้
...จะรอดไหมหนอ พ่อแก้วแม่แก้ว...ผาที่เขาให้ซ้อม
สูงเพียงแค่ 1 ใน 6 ของผาจริง แถมลาดเอียงแค่
50-60 องศา ในขณะที่ของจริงตั้งฉาก 90 องศาเห็นด้วยตาชัดๆ...
สะใจ.......ที่ได้ลิ้มรสความอึ้ง ทึ่ง เสียว ด้วยตัวเอง
ต้องต่อสู้กับความตื่นตระหนกหวาดกลัวด้วยตัวเอง
แล้วจินตนาการสรรสร้างว่าตัวเองคือ สไปเดอร์แมน
วันเดอร์วูเมิ่น เงียบๆอยู่ในใจ ไม่ให้ใครแอบรู้
อิ่มใจ
ที่เพื่อนๆทุกคน ช่วยกันเชียร์ให้กำลังใจกันและกันก่อนโรยตัว
และช่วยกันชื่นชมว่า เก่งจัง เยี่ยมจริง เมื่อผ่านแต่ละขั้นตอนมาได้โดยไม่มีอวัยวะส่วนใดบุบสลาย
ละเหี่ยใจ
เมื่อต้องลุยน้ำ ย่ำไปมาบนโขดหินที่มองไม่เห็น
ในขณะที่ปลายเท้าบอบบางทั้งสองข้างห่อหุ้มด้วยใยผ้าบางๆแค่ขนาดถุงเท้า
2 ชั้น ...ระยะทาง 1 กม.เศษ ที่ร้องคร่ำร้องครวญอยู่ในใจ
ผม (พี่วุฒิ)ร้องโอดโอย แบบไม่อายใครเมื่อสะดุดล้มคว่ำล้มหงายนับครั้งไม่ถ้วน
มั่นใจ
เมื่อได้รับการดูแล เอาใจใส่อย่างถึงลูกถึงคน
ของทีมงานสาริกาแอดเวนเจอร์ ทีมใหญ่ จนทำให้หายห่วงหายกังวล
เปี่ยมล้นไปด้วยความฮึกเหิม อาจหาญชาญชัย เสมือนหนึ่งเราก็คือมืออาชีพเช่นกัน
ภาคภูมิใจ
ที่คนอย่างผม (พี่วุฒิ)นี่นะ ย้ำ คนอย่างเรานี่นะ..ไม่ธรรมดานะเฟ้ย...ในแวดวงเพื่อนๆที่เคยว่าเราเหยาะแหยะ
ว่าเราบ่มิไก๊ ว่าเราแก่เลี้ยว ว่าเรานวยนาด ว่าเราไหวรื้อ
ว่าเราจริงอ่ะ ว่าเราบ้าเปล่า ฯลฯ ทั้งหลายทั้งมวลนั้น
ทีนี้ล่ะ จะได้รู้กันว่า ไผเป็นไผ..... อิอิอิ
สรุปคือ พอใจ ยิ่งกว่า
พอใจ ประทับใจ ยิ่งกว่า ประทับใจ กับทริปนี้ ชนิดที่ต้องขอบคุณสวรรค์
ที่ดลบันดาลให้ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์ที่งดงามเกินความคาดหมายอย่างนี้
วันที่ 4 กันยายน
2547
จุดนัดพบของพวกเราก็คือ ปั้ม
ปตท.สนามเป้า....เที่ยวนี้นัด 7.30 น. โดยมีพี่คมรัฐ
เป็นคนขับรถตู้ และ คุณพงษ์ ที่เคยร่วมทางด้วยกันมาแล้ว
ระหว่างรอเพื่อน ๆ ก็ได้เจออีกเพื่อน ๆ ที่เคยร่วมทริป
โดยมีคุณพล คนขับรถตู้ ที่เคยใช้บริการบ่อย ๆ
กำลังจะไปล่องน้ำเข็ก พิษณุโลก......
ข้างๆพี่พล คือยังเจอพี่ลุงจ่าชาญชัย เจ้าของรถตู้อีกคัน...ลุงจ่า
ลุงจ่ามีลูกสาว 2 คน ผม(พี่วุฒิ)แนะนำให้จับไปฝึกเทควันโด้แต่เนิ่นๆ
เผื่อพี่จ่าจะได้เลื่อนยศเป็นร้อยตรีแบบคุณพ่อน้องวิวมั่ง....
แล้ว 7 โมงครึ่งเป๊ะ ล้อก็เคลื่อน ออกเดินทางกัน
พวกเราทานอาหารเช้ากันบนรถ คือข้าวเหนียว กับหมูทอด
mamgapee ซื้อมาจาก เจ้าอร่อย หน้าโรงพยาบาลเด็ก.......ทานไปคุยไป
สนุกสนานยิ่งกว่าเพื่อนเก่าคืนสู้เหย้า อะไรจะปานนั้น...
เส้นทางก็ง่ายๆ..... คือไปทางวิภาวดี กลับรถที่สะพานเกือกม้าตรงห้างโลตัส
ตรงข้ามฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และเลี้ยวซ้ายไป
นครนายก
ถึงนครนายก จะเห็นป้ายไปน้ำตกสาริกา น้ำตกนางรอง
ชัดๆอยู่ซ้ายมือ ขับไปตามลูกศรไม่ไกล ก็มีสามแยกให้เลี้ยวขวาไปน้ำตกนางรอง
มุ่งไปทางน้ำตกนางรองแค่ไม่กี่ร้อยเมตร ก็เห็นป้าย
สาริกาแอดเวนเจอร์ อันเบ้อเริ่มอยู่ข้างทางซ้ายมือ
เวลา 10.00 เช้า กว่า ๆ ก็ถึงที่หมาย
ช่วงฤดูล่องแก่งโรยตัวอย่างนี้ บรรยากาศออฟฟิศของคุณหมู
เจ้าของสาริกาแอดเวนเจอร์ คึกคักเป็นพิเศษ ....ด้านหน้า
มีจักรยานให้เช่า
ด้านในเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับโรยตัวเพียบ
ทั้งเข็มขัด ห่วง เชือก และถุงเดินป่า....
หลังจากต้อนรับขับสู้ด้วยไมตรีจิตอันดียิ่งแบบกันเองแล้ว
ทีมงานก็ดำเนินรายการฉายวีดีโอให้ดู กิจกรรมที่เราจะได้ผจญภัยกันใน
2 วันเต็มนี้....ซึ่งพวกเราให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
มีเสียง อู้ววว์ เสียง อ้าาา โอ้วววว สลับเป็นระยะๆ......
มีให้เลือก ล่องเรือยาง เหมาะสำหรับ คนว่ายน้ำไม่เป็น
เรือคยัค เหมาะสำหรับคนแข็งแรง ว่ายน้ำเป็น จึงให้โหวต
ใครอยากล่องเรือยาง หรือ เรือคยัค มีเลือกเรือยางไม่กี่คน
แต่ละคนมักว่ายน้ำไม่เป็น พี่หมูเลยบอกว่า งั้นเอาคยัคให้ทุกคนเลย
มาทั้งทีต้องเล่นให้คุ้ม แต่จะมีสตาร์ฟดูแล เป็นคนพายเรือให้
เสียงวุ่นวายสลับเสียงเฮฮา ตื่นเต้นเพราะวีดีโอนั่นเอง
..
หลังจากนั้น เราก็เตรียมพร้อมออกเดินทางไปยังที่พัก
แก่งสามชั้น ก่อน.....ช่วงนี้ มีเสียงปรึกษากันว่า
จะไปแวะเยี่ยมโรงงานเต้นท์ที่ปราจีนกันไหม แต่เนื่องจากเวลาจำกัด
ก็จึงตัดรายการนี้ออกไป.....
รีสอร์ตแก่งสามชั้นที่เราจะไปพักแรมกัน อยู่ห่างจากสาริกาแอดเวนเจอร์
ไปไม่กี่ กม.มีสถานที่กว้างขวาง มีแก่งน้ำเล็กๆไหลผ่านตรงทางเข้า
เหมาะสำหรับอาบน้ำ....สามารถล่องแก่งห่วงยางสำหรับเด็กได้
ส่วนอีกด้านเป็นแก่งใหญ่ (แก่งที่เรากำลังจะล่องนั่นเอง)
มีศาลาขนาดกลางสำหรับ เป็นที่รับประทานอาหาร หรือมาปิคนิค
ขวามือริมแก่ง เป็นบ้านพักตากอากาศหลายหลัง ราคาหลังละ
700 บาท (วันธรรมดา 500) พักได้ 5 คน ....หลังใหญ่ก็มี
ราคา 1,500 บาท ต่อคืน พักได้ 12-15 คน....
สำหรับพวกเรา นิยมนอนเต้นท์มากกว่า.... ทางรีสอร์ต
คิดค่าบริการสถานที่หัวละ 100 บาท มีห้องน้ำสะอาดพอประมาณหลายห้องทีเดียว...แต่พื้นทางเดินเละเทะไปหน่อย
เพราะเป็นฤดูฝน สนามหญ้าที่กางเต็นท์ เป็นที่ดอน
พี่บัญญัติรีบผูกเปลติดด้านแก่งใหญ่
ที่นี่ มีทั้งไก่ย่าง ไก่หมุน เนื้อย่าง ส้มตำ
และอาหารตามสั่ง รวมทั้งผลไม้ ถั่วต้ม แห้วต้ม
เครื่องดื่ม จำหน่ายอย่างครบครัน....ราคาก็สูงกว่าทั่วไปนิดหน่อยครับ
เช่น ส้มตำ 30 ข้าวผัดกระเพรา 30 ไก่หมุน 120-150
น้ำอัดลมขวดเล็ก 10 บาท....รสชาติอาหารอยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้
(ยังไงก็ดีกว่า ผักบุ้งไฟแดงแก็สรั่ว และไข่หล่นต้ม
ที่เคยทานมา ว่าไหมเพื่อนๆ )
น้ำในแก่งไหลแรงเชียว ทำให้นึกวิตกขึ้นมานิดๆว่า
ที่กำลังจะไปล่องเรือคายัคกัน ไม่รู้จะออกหัวหรือก้อยกันแน่......
ช่วงนี้ก็เลยจับกลุ่มคุยกันปรึกษากัน แต่บ้างก็ไปปีนป่ายบ้านต้นไม้
เพราะคงเผลอคิดไปว่าเป็นเด็กอนุบาลที่โรงเรียนพามาทัศนะศึกษา.....
ฮ่าาาาาาาาา
เมื่อสำรวจกันได้ที่ ก็พากันกางเต็นท์ กันให้เรียบร้อย
กลับมาจะได้สบาย....
ขณะกางเต็นท์กัน แล้วเราก็ได้ขำกลิ้งกัน....เมื่อนัทจัดการแกะกล่องเอาเปลหลังใหม่เอี่ยมที่สั่งซื้อจากโรงงานปราจีนมาอวด.........เป็นไงล่ะ
ที่ไปจ้ำจี้จ้ำไช เจ๊สาวว่า ต้องหนากว่าของพี่วุฒินะ
ต้องยาวกว่าของพี่วุฒินะ ต้องสีสวยกว่าของพี่วุฒินะ...แล้วผลเป็นยังไง
เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น...เปลบ้าอะไร นอนสองคนกลับหัวเท้าชนกัน
ยังเหลือพื้นที่อีกเป็นศอกสองศอก......ตอนนั้น
เจ๊สาวโรงงานบอกว่า สามารถนอนได้สองคน เราก็จินตนาการไปว่า
คงนอนข้าง ๆ กัน หรือไม่ก็นอนประกบกัน ฮ่าาาาาาาาที่ไหนได้
เพิ่งถึงบางอ้อ ว่านอนเท้าชนกันนั่นเอง
กลุ่มโอ๋ย แม้ว ม้อย ไก่ จีจี้ เพื่อนใหม่ของพวกเรา
ก็ขนเค็กกล่องใหญ่ออกมานั่งทานกันต่อ เห็นนั่งทานกันตั้งแต่เช้าที่
ปั้ม ปตท. แล้ว ถ้าไม่ถือวิสาสะเข้าไปใกล้ๆ เจตนาถามเสียงดังๆว่า
ทำอะไรกันอ่ะกลุ่มนี้ อย่าหวังเลยว่าจะได้ลิ้มลอง
ฮืมมมมมมหร่อย ๆ แฮะ อืมๆๆๆๆๆๆช่ายๆๆๆๆ ความลับเลยเปิดเผย
วันนี้วันเกิดน้องแม้ว นั่นเอง
ขั้นเวลาโดยการแจกของที่ระลึก ได้นำแสต์ปมเต่า
มาแจกเพื่อน ๆ พร้อมแก้วแฟชั่น ส่วน ผู้อาวุโส
มีดังนี้ ลุงสุวัฒน์ ลุงคมรัฐ ลุงปอง ลุงแซม ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่
คือ ลุงวุฒิ ยกให้เป็นพี่ใหญ่
ลุงสุวัฒน์ ดีจ๊ายยยยยดีจาย
ได้ลดตำแหน่ง จากพี่ใหญ่ กลายเป็นพี่รอง แทนพี่คมรัฐไปเสียแล้ว
mamgapee ได้เตรียมของที่ระลึกให้ลุงทั้งสี่ คือรูปอัดกรอบวิทย์ศาสตร์
ถ่ายที่ทริปเขาหลวง สุโขทัย เมื่อเดือนก่อน สี่คน
สี่สหายหมายเลขห้าอัพ
ทริปโรยตัวนี้ พวกเราเหมือนนัดกันมาเจอกันอีกครั้ง
ทีแรกลุงปองไม่มา จึงหลอกล่อ ว่าสาวเยอะนะพี่ปอง
ในที่สุดก็มาจนได้ สี่สหายหมายเลขห้า ก็แลกแจกรายเซ็นต์เขียนอย่างสวยงาม
เก๋ไก๋ ลงที่พุงตัวเองในรูปกรอบวิทย์นั่นเอง สร้างความสงสัยแก่เพื่อน
ๆ มาก ๆ ว่าหนุ่ม ๆ ฮือฮา อะไรกัน ต่างมามุมดู
แหม อะไรกันนี่ เลยเล่าเรื่องราวให้เพื่อน ๆ ฟังกัน
โดยเฉพาะพี่วุฒิของรา เลยโดนจับเรียงตามอาวุโส
ตอนนี้กลายเป็น ห้าสหายหมายเลขห้า ไปเย้ววววววววววววววว
ไว้คอยทริปหน้า จะล่าลายเซ็นต์ให้ครบ แจกให้พี่ใหญ่ของพวกเรา
ขั้นเวลาอีกช๊อตหนึ่ง เป็นช่วงหลายคนต้องโศกเศร้าเคล้าน้ำตาไม่แพ้หนังเกาหลี
คือช่วงเก็บเงิน...หลายคนอดสงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมรีบเก็บจัง
มาทุกทีก็ไล่เก็บกันก่อนกลับบ้านนี่นา....หรือเป็นลางสังหรณ์ว่า
จะมีอะไรมิดีมิร้ายข้างหน้า... แหม
ก็เจ้าของทัวร์เขาโทรมาบอกว่าเก็บตังค์ก่อนโรยอ่ะ
ใครไม่จ่ายตังค์ ก็อดโรยไง
ส่วนอีกกลุ่มช่างภาพและคณะนางแบบก็เชื่อเขาเลย..ไม่สนอะไรรอบข้างทั้งนั้น
อีกกลุ่มเห็นเข้า.. ก็เอามั่ง..เรื่องเสียเปรียบกัน
อย่าได้หวังล่ะ ไม่มีทาง...
หลังจากนั้น ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารตามสั่ง
แล้วก็ไปนั่งร่วมโต๊ะรอกันอย่างสบายอารมณ์ เพราะลมพัดโชยชายสบายตัวยิ่ง....
มีอยู่คู่ที่โรแมนติกกว่าใคร นั่งจู๋จี๋เคลียคลอกันเป็นที่ตาร้อนของใคร
ก็ลุงสุวัฒน์ ขก. (อดีตพี่ใหญ่) และป้าคนแรก(และคนสุดท้าย)
นั่นเอง
ส้มตำ...เนื้อย่าง....ไก่หมุน...อร่อยเป็นทวีคูณ
เมื่อต้องแย่งกับเพื่อนที่รู้หน้าไม่รู้ใจ ทานไวเป็นพิเศษ
รับประทานอาหารอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ทางสาริกาแอดเวนเจอร์
ก็ส่งรถปิคอัพ 2 คัน มารับพวกเราไปพายเรือคายัค
ล่องแก่ง ที่เขื่อนคลองด่าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก..
เมื่อถึงที่ ทุกคนก็ได้รับการแจกเสื้อชูชีพ
หมวกกันน็อค และพาย หลากสีสัน เลือกตามใจชอบ .....
แล้วสต๊าฟซึ่งประกอบด้วย คุณแม็ค และคุณต่อ เป็นหัวหน้าทีม
ก็แนะนำและสาธิตวิธีใช้พายให้พวกเราฟัง พร้อมกับให้ลองทำตามจนเข้าใจใช้เป็นอยู่พักหนึ่ง....
ณ จุดนี้ จะสังเกตเห็น เรือคยัค เป็นเรือพลาสติก
ที่หล่อออกมาเป็นบล็อค ออกแบบที่นั่ง ที่วางเท้า
สำหรับสามคนต่อลำ เป็นหลุมร่องขนาดมาตรฐาน....
สำหรับคนรูปร่างเล็กกว่าร่องที่นั่ง จะไม่มีปัญหาอะไร
เพราะสามารถขยับสะโพกไปมาได้ และถ้าต้นขาเล็กกว่าร่องวางเท้า
ก็ยักย้ายก่ายเท้าไปมาแก้เมื่อยได้โดยไม่ลำบากนัก
แต่สำหรับท่านที่มีรูปร่างใหญ่ละก็ การนั่งเรือคายัค
จะสร้างความทรมานให้ยิ่งกว่าการนั่งพับเพียบฟังพระสวดมนต์หลายเท่า
เพราะท่านจะอยู่ในสภาพถูกล็อคอยู่กับที่ ขืนขยับเป็นเรือโคลง
พลิกคว่ำอย่างแน่นอน
นอกจากนั้น ท่านที่รูปร่างใหญ่ต้องใช้เสื้อชูชีพขนาด
XL ละก็ อย่าลืม อย่าลืมที่จะประสานงานกับทีมงานของสาริกาแอดเวนเจอร์ให้จัดเสื้อขนาดใหญ่ไว้ให้ท่านเป็นกรณีพิเศษด้วย...
เพราะผม(พี่วุฒิ)เจอปัญหาเข้าอย่างจังเลย......แหะ
แหะ
ไปโทษใครไม่ได้นี่นา ไม่ยอมพกส่วนตัวมาเองนี่หว่า
เมื่อมาเจอกับที่นั่งจำกัดอย่างที่บอกไว้ข้างต้น
ก็เลยเหมือนถูกล็อคไม่ให้เขยื้อนไปไหนได้ (ถ้าเป็นเรือยาง
ยังพอขยับเคลื่อนย้ายก่ายเท้าไปมาได้) ซึ่งถ้าพายล่องบนน้ำนิ่ง
ก็ยังพอประคับประคองไปได้ แต่มาเจอกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวอย่างที่เห็น
ก็เริ่มหวั่นใจรู้ตัวแล้วว่า ผลจะลงเอยอย่างไร
.....พี่วุฒิ สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ประจวบเหมาะกับสต๊าฟที่มีถึงเกือบ 10 คน ต้องคอยเป็นนายท้ายให้กับลำที่นั่งกัน
3 คน ผม(พี่วุฒิ)ซึ่งถูกจัดให้นั่งไปกับ ดช.ต๋องเพียง
2 คน จึงไม่มีสต๊าฟไปด้วย.. โดยพี่วุฒินั่งหน้า
ดช.ต๋องนั่งหลัง...นับเป็นคราวเคราะห์ของต๋องแท้ๆ
ที่ต้องมาร่วมชะตากรรมกับคนว่ายน้ำไม่เป็น
เมื่อพร้อม ทุกคนก็เริ่มจับคู่ เลือกเรือสีโน้นสีนี้
ก็เริ่มพายกันไปเรื่อย ๆ เป็นที่คลาดหวังไว้ เมื่อเรือของเพื่อนๆทั้งหมดออกล่วงหน้าไปก่อนได้ไม่ถึง
30 เมตร เรือของพี่วุฒิ ก็เจอกระแสน้ำโยกคลึง
จนทรงตัวไม่อยู่ พลิกคว่ำเป็นรายแรก....
ต๋องซึ่งสติดีมาก ยึดตัวเรือไว้แน่น และหงายเรือกลับขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่งและพยุงตัวโหนขึ้นนั่งได้....
แต่ผม(พี่วุฒิ)ไม่สามารถขึ้นเรือได้เลย แค่จับกราบเรือจะโหนขึ้น
เรือก็พลิกคว่ำอีกรอบ....
ผม(พี่วุฒิ) จึงตะโกนบอกต๋องซึ่งพยายามหงายเรือว่า
ไม่เอาแล้ว ผม(พี่วุฒิ)ขอลอยน้ำเล่นดีกว่า อยู่บนเรือทรมานตัวเองและลำบากต๋องเปล่าๆ.....
แล้วผม(พี่วุฒิ)ก็ลอยน้ำไปด้วยความสนุกสนาน สบายอารมณ์เป็นยิ่งแท้
เพราะเคยผ่านประสบการณ์ที่เขาปล่อยลงน้ำที่แก่งลูกเสือ
ตอนล่องแก่งหินเพิงมาแล้ว.. ยิ่งแก่งนี้ น้ำเชี่ยวกว่า
ก็ยิ่งมันส์ใหญ่...
ผม(พี่วุฒิ) ลอยตัวผ่านเรือลำอื่นๆของเพื่อนๆ
ที่ตะโกนกันโหวกเหวกจะเข้ามาช่วย ด้วยคิดว่าผม(พี่วุฒิ)ตกน้ำ
จึงตะโกนบอกไปว่า ผมนั่งเรือคายัคไม่ได้ เพราะชูชีพรัดตัวจนอึดอัด
เชิญทุกคนตามสบาย ไม่ต้องเป็นห่วง...ผมมมมมมมมมมมม
ปล่อยตัวรื่นเริงเบิกบานใจอยู่ดีๆ พลันก็ได้ยินสต๊าฟตะโกนเสียงหลงว่า
"ระวังครับ ข้างหน้าเป็นแก่งน้ำวน ใกล้จะถึงแล้ว
รีบว่ายไปเกาะกิ่งไม้ด้านซ้ายไว้ด่วน เดี๋ยวจะเอาเรือมารับ"....
เท่านั้นแหละ ผม(พี่วุฒิ) รีบตาลีตาเหลือกว่ายเข้าหาฝั่งตามคำบอกอย่างสุดชีวิต
แต่น้ำก็ไหลแรงเชี่ยว จนไม่สามารถยึดจับตลิ่ง
หรือกิ่งไม้ใดๆได้เลย....ผม(พี่วุฒิ) ชักใจไม่ดี
ความกลัวเข้าจับจนรู้สึกตระหนก....
แต่แล้วก็เหมือนโชคช่วย เมื่อน้ำพัดพาตัวผม(พี่วุฒิ)
มาที่กอไผ่กอใหญ่กอหนึ่งก่อน...ผม(พี่วุฒิ) รีบใช้มือข้างซ้ายคว้าไว้ลำหนึ่ง
แล้วเอี้ยวตัวเอามือขวามายึดไว้อีกลำ.....
ตอนนี้เอง ที่เพื่อนๆพากันเป็นห่วง จะหันเรือเข้ามาช่วย
แต่ผมเริ่มใจชื้นแล้ว จึงตะโกนบอกไปว่า ไม่ต้องห่วงครับ
เดี๋ยวเรือของสต๊าฟจะมารับ ล่วงหน้าไปได้เลย....
ผม(พี่วุฒิ) ลอยตัวเกาะลำไผ่อยู่อย่างนั้นได้ครู่หนึ่ง
ก็รู้สึกมือสองข้างเริ่มอ่อนแรง เพราะกระแสเชี่ยวข้างล่างพัดพาตัวผม(พี่วุฒิ)
ให้ลอยเป็นเส้นขนานกับสายน้ำ สองเท้ายึดอะไรไม่ได้เลย
ปล่อยมือเมื่อไหร่ เป็นได้ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมายแน่
...
.....ความรู้สึกตอนนั้น ยอมรับอย่างหน้าชื่นเลยว่า
เริ่มหวาดกลัวทีละนิด จน ถึงหวาดกลัวมาก จิตประหวัดเห็นฉากตัวละครที่ถูกคลื่นซัดกลางทะเลในหนังฝรั่งหลายเรื่องลอยไปมาในห้วงคำนึง........เอาเข้าไปพี่ท่าน
ผม(พี่วุฒิ) จึงพยายามเกร็งแขนให้ดึงตัวขึ้นไปนั่งบนกองกิ่งไม้ริมตลิ่งโดยไม่สนใจว่าจะเจ็บบั้นท้ายหรือเปล่า
แล้วก็ค่อยขยับเคลื่อนตัวจนทรงตัวนั่งเท้าแช่น้ำอยู่ได้
เรือของเพื่อนๆผ่านไปลำแล้วลำเล่า แล้วในที่สุดทั่วบริเวณก็เงียบสงัด
เหลือเพียงเสียงกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ผสานกับเสียงใบไม้ที่ถูกลมพัดไปมา
สภาพตอนนั้น ไม่ต่างกับทอม แฮงค์ ในเรื่อง คาสต์อะเวย์
ที่ถูกปล่อยเกาะตามลำพัง....รอแล้วรอเล่า ไม่เห็นมีเรือที่ไหนเลย
ในที่สุด ผม(พี่วุฒิ) ก็เริ่มปลง เดาสถานการณ์ว่า
คงต้องรอจนเขาขึ้นฝั่ง แล้วนั่งรถย้อนกลับไปเอาเรือที่ต้นน้ำมาอีกทีแน่ๆ...ทันใดนั้น
ฝนก็ตกลงมาพรำๆ อากาศเริ่มเย็นขึ้นเย็นขึ้น...
และแล้ว ผม(พี่วุฒิ) ก็เห็นเรือล่องมา
2-3 ลำ ลำแรกเป็นสต๊าฟที่มากับโอ๋ย พายเข้าหาตัว
และตะโกนให้ลอยตัวไปอีก 5-6 เมตรข้างหน้า เขาจะให้เกาะเรือไปตรงที่น้ำตื้นหน่อยพอยืนได้
ผม(พี่วุฒิ) ทำตามคำสั่ง และเรือของโอ๋ยก็ล่องมาข้างๆให้ยึดเกาะไปได้อีกช่วง
จนถึงที่ๆน้ำตื้นดังว่า จึงพยายามโหนขึ้นเรือไปนั่งได้.....แต่แล้ว...ด้วยเสื้อชูชีพที่คับตัว
ผมก็ทรงตัวไม่อยู่อีก พาเรือคว่ำอีกครั้ง....พี่วุฒิ
สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆ
ทันใดนั้น ผม(พี่วุฒิ) ก็เห็นมีเรือยาง บรรทุกคนเป็นสิบ
กำลังพายผ่านเข้ามาแต่ไกล จึงตะโกนร้องไปเสียงดังว่า
ขอไปด้วยคร๊าบบบบบบ...แล้วก็เห็นเขาชะลอ ชิดฝั่งขวาไปจอดรออยู่...
สต๊าฟที่มากับโอ๋ย จึงเรียกเรืออีกลำที่พายล่องตามมาถึง
ให้เข้ามาช่วยอีกแรง ปรากฎว่าเป็นสต๊าฟกับป้าโหน่ง....(ป้าโหน่งกับลุงแซม
เรือได้ผลิกคว่ำ เรือครอบศีรษะ ทำให้สองท่าน สำลักน้ำ
แต่ก็สามารถลอยตัวออกมาได้)
วิธีแก้ไขสถานการณ์ของสต๊าฟทั้งสอง น่านับถือในปฎิภาณไหวพริบเป็นอย่างยิ่งนั่นก็คือ..เขาไปลากเรือเปล่าที่ลอยเท้งเต้งติดกอหญ้ากลางน้ำมา
แล้วสต๊าฟที่มากับป้าโหน่ง ก็ให้ผม(พี่วุฒิ)ขึ้นเรือ
(เสียงป้าโหน่ง ร้องเสียงหลงว่า อย่าทิ้งฉันนะ
ต้องมารับฉันด้วยนะ ) แล้วพายไปส่งที่เรือยางได้ในที่สุด
ผม(พี่วุฒิ)นั่งเรือยางมากับ คณะพนักงานของ บ.เอ็นเอสอิเล็คโทรนิค...ช่วงผ่านแก่งน้ำวนนั้น
ขนาดเรือยางที่มีคนนับสิบ ยังหมุนติ้วโยนตัวไปมา
เห็นแล้วก็ใจหายว่า ถ้าลอยตัวมาแต่แรก จะลงเอยอย่างไร
ในที่สุด ก็นั่งเรือยางมาถึงท่า เจ้าหน้าที่ของสาริกาฯที่รอรับยิ้มร่าบอกว่า
"นึกแล้วว่าจะต้องมีรายการลี้ภัย"
งานล่องแก่งด้วยเรือคายัคนี้ นับเป็นงานที่ไม่หมูทีเดียวนะครับในแง่ของการทำธุรกิจ
....ต้องมีสต๊าฟอย่างน้อยก็ 1 คนต่อลูกค้า 3 คน....ต้องมีรถรับส่ง...ต้องลงทุนเรือลำละ
2-3 หมื่น.....ต้องมีเสื้อชูชีพ หมวกกันน็อค ราคาชุดละเกือบพัน....ต้องระวังให้พาย
(ซึ่งลูกค้าปล่อยจมหายทุกครั้ง) กลับมาครบ เพราะราคาอันละ
1300 บาท.....และที่สำคัญ ต้องดูแล ให้ลูกค้าปลอดภัยไม่บาดเจ็บอย่างเด็ดขาด......ขณะเดียวกัน
ก็ต้องสร้างสรรค์การบริการให้เกิดความประทับใจ
จะได้มีการบอกกันปากต่อปากสร้างลูกค้าใหม่มาเรื่อยๆ
ในความเห็นของพวกเรา (ซึ่งตรวจสอบดูแล้ว เรือล่มกันทั่วหน้า
มากบ้างน้อยบ้าง) ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า
พอใจในบริการและการจัดการมากๆครับ...... ทุกคนยังรู้สึกมันส์
และอยากกลับมาเล่นอีก (ยกเว้นผม) เพราะฉะนั้น
ยิ่งกว่าสอบผ่าน และกล้าแนะนำเพื่อนๆให้ลิ้มลองได้อย่างเต็มปากเต็มคำครับ
พวกเราได้สอบถามกัน หลายคนจะคว่ำตั้งแต่ตอนต้น
ส่วนที่เหลือจะคว่ำทุกลำ เมื่อถึงแก่งสามชั้น
แก่งหน้าบ้านบริเวณที่พวกเรากางเต็นท์กันนั่นแหล่ะ
ยกเว้นพี่บัญญัติท่านเดียว ที่รอดมาได้ ไม่ล่มเลย
สิบกว่าคน
ล่องบ้าง ลอยคอบ้าง จนมาถึงปลายทาง จะมีเจ้าหน้าที่มาคอยรับ
รับคน รับเรือ รับพาย พร้อมนับอุปกรณ์ สรุปพายหาย
1 เล่ม
เสร็จจากล่องเรือคายัค พวกเราก็ขึ้นรถปิคอัพมาที่เขาหล่น
เพื่อซ้อมโรยตัวกัน ระหว่างทางก็เล่าประสบการณ์ตื่นเต้นที่ผ่านมาสดๆให้กันและกันฟังอย่างสนุกสนาน
เสียงหัวเราะดังจนคนข้างทางหันมาเหลียวมองตามๆกัน
เขาหล่น เป็นหน้าผาสูง 17 เมตรครับ ทางสาริกาฯเตรียมเชือกโรยตัวไว้
3 เส้น....... คุณแมค อธิบายให้พวกเราฟังอย่างละเอียดว่า
อุปกรณ์แต่ละชิ้น ใช้อย่างไร และมีความสำคัญอย่างไร
อุปกรณ์โรยตัวถูกแจกจ่ายให้กับเพื่อนร่วมทริป
ฮาร์เนสส์หรืออุปกรณ์รับน้ำหนัก มีลักษณะเป็นเข็มขัดรัดเอวและเข็มขัดรัดต้นขายึดติดกัน
"ต้องใส่ให้กระชับ ทำให้มันเป็นหมือนกางเกงของเรา"
พี่แม๊คกล่าว
ดับเบิ้ลล๊อคเป็นอุปกรณ์ที่สวมระหว่างฮาร์เนสส์กับฟิกเกอร์8
"ถ้า ฟิกเกอร์8 มีปัญหา เชือกจะยังคล้องกับดับเบิ้ลล๊อค
อีกชั้นนึง" พี่แม็คกล่าว
ฟิกเกอร์8 หรือ หมายเลข8 เป็นห่วงที่ทำหน้าที่โรยเชือกและหยุดเชือก
"เมื่อเชือกเสียดสีกับฟิกเกอร์8 มันจะร้อน
ห้ามโยนและนำไปแช่น้ำที่เย็นจัด มันจะทำให้เปราะ"
หมวกกันน๊อคกันหินตกและถุงมือกันเสียดสีกับเชือก
เมื่อพร้อมก็ลุยเลยละกัน
เชือกถูกสอดเข้ายัง ฟิกเกอร์8 และดับเบิ้ลล๊อค
เชือกและฟิกเกอร์8 รับน้ำหนักได้ถึง 2500 กิโลกรัม
ไม่ต้องกลัวตกครับ มีเจ้าหน้าที่ที่เรียก Relay
คอยอยู่ข้างล่างเพื่อควบคุมปลายเชือกและให้สัญญาณ
ค่อยๆเอนตัว มือซ้ายกำหลวม มือขวากำเชือก เมื่อต้องการหยุด
เอามือกำเชือกไว้ด้านหลัง ตามองรอบข้าง ระวังหินตก
ถ้าต้องการให้เชือกผ่อนก็กางแขนออก น้ำหนักอยู่ที่เท้า
พวกเราซ้อมโรยตัวกันหลายรอบทีเดียว จากนั้นจึงกลับไปพักผ่อนรอของจริงในวันรุ่งขึ้น
รถก็มาส่งพวกเราที่แก่งสามชั้น พวกเรารีบล่องแก่งอาบน้ำธารเล็ก
ๆ ทันที
ห้องน้ำห้องท่าของที่นี่ ไม่มีโอกาสได้เจอพวกเราหรอกครับ
เพราะเราเล็งแก่งข้างหน้าเอาไว้ตั้งแต่เช้าแต่งมาชุดไหน
ก็ลงไปชุดนั้นแหละครับ น้ำอุ่นไหลแรง แค่แช่ตัวให้น้ำพัดผ่าน
แรงประทะก็นวดให้หายเมื่อยไปได้โขทีเดียวครับ..
เปลี่ยนองค์ทรงเครื่องเสร็จ ระหว่างเดินมาโรงอาหาร
ก็เจอลุงสัญญา คนที่ชาวเว็บบอร์ค ทีเคที คุ้นเคย...ลุงสัญญากำลังยืนคุยกับ
คุณปรีชา และคุณเอ๋ อยู่อย่างออกรส (ภาพคุณเอ๋
คุณปรีชา อยู่ถัดไป ที่มีพี่พวงแทรกเป็น กขค.นั่นแหละครับ
)
อาหารค่ำของพวกเรา ก็ง่ายๆคืออาหารตามสั่งจำพวก
ผัดเผ็ด ผัดกระเพรา ราดข้าวกัน แต่ตอนรอไม่ยักจะง่ายอย่างที่คิด
กว่าจะเสด็จมาแต่ละจาน จนหลายคนเกือบจะแคนเซิ่ลเสียแล้ว
อย่างน้อยก็มีมันต้มขิงหม้อเบ้อเริ่มรออยู่..
หลังอาหาร บ้างก็ล้อมวงพินิจพิเคราะห์ลายมือทั้งสองข้างดูดวงกัน...บ้างก็เอกเขนกเม้าธ์ประสบการณ์ท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน
ว่ากันตั้งแต่เที่ยวรอบๆปริมณฑล กทม. ไปถึงป่าดิบเหวลึก(รายการนี้
ทายถูกนะครับว่าทีมพี่คนไหน ผมไม่กล้าเอ่ยครับ
กลัวชื่อคำแรกของแกจะบาดมือเอาครับ ) เรื่อยไปกระทั่ง
เมืองนอกเมืองนา....จนกระทั่ง 3 ทุ่มครึ่งเห็นจะได้
จึงเลิกรา...
วันที่ 5 กันยายน
2547
ช่วงนี้เป็นช่วงประทับใจ ที่ทำให้พวกเราสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วปานจรวด
เป็นสัญญาณว่า ต่อแต่นี้ มีอะไรว่าตามกัน...ก็เป็นเพื่อนกันแล้วนี่ครับ
เรารับวันใหม่ ประมาณ 6 โมงครึ่ง แทบจะพร้อมๆกัน
เพราะได้ยินเสียงเต้นท์ข้างๆตะโกนแซวลุงแซมป้าโหน่งที่ไปอาบน้ำในแก่งอีกรอบว่า
สงสัยทำอะไรมา ถึงต้องไปชำระร่างกาย......เท่านั้นแหละ
ทุกคนก็ไม่กล้าอาบน้ำ ยอมซักแห้งเปลี่ยนเสื้อผ้า
แล้วไปหากาแฟ ขนมทานกัน...มันต้มขิงทีเหลือเมื่อคืน
เมื่ออุ่นใหม่ก็ถูกใจโจ๋ยิ่งนัก
แล้วเราก็เก็บสัมภาระ อำลา รีสอร์ตแก่งสามชั้น
เพื่อไปรวมตัวกันที่ออฟฟีซสาริกาแอดเวนเจอร์...
เหลือบดูนาฬิกา เห็นว่าสายพอสมควร ...อย่ากระนั้นเลย
แวะหาข้าวเช้ารองท้องกันหน่อยท่าจะดี เพราะรู้ๆอยู่ว่า
วันนี้ทั้งวัน จะมีแค่ข้าวห่อเนื้อเค็มสลับฉากเท่านั้น....
ที่ออฟฟีซคุณหมู ส่วนใหญ่ขอซื้อรองเท้านินจา ตามคำแนะนำของคุณแมคเมื่อวาน
ที่ว่า ตลอดเส้นทางที่เราจะเดินทางปีนป่ายไปโรยตัวนั้น
มีตะไคร่น้ำเป็นระยะๆ โดยเฉพาะหน้าผาน้ำตก รองเท้าทั่วไปจะสร้างปัญหาพาให้ลื่นไถลโดยใช่เหตุ
(ซึ่งขอยกสองนิ้วเชียร์ให้ทำตามเลยครับว่า จริงอย่างที่คุณแมคบอกทุกประการ
เพื่อนๆที่ไม่สวมรองเท้านินจา จับกบได้หลายตัวครับ)
สาเหตุ ที่รองเท้านินจากระชับเกาะติดพื้นทุกสภาพได้ดีกว่า
เพราะเป็นพื้นผ้าถักทอบางๆครับ จึงทำให้ฝ่าเท้าเราเหยียบพื้นได้เต็มๆ
และรูร่องตามรอยถัก ก็เป็นเสมือนดีสเบรคที่สร้างแรงกดแรงคลายได้ดีกว่ารองเท้าทั่วไป
แต่.....
ขออนุญาตแนะนำเพื่อนๆที่ยังไม่คุ้นเคยไว้แต่เนิ่นๆนะครับว่า
อย่าลืมพกรองเท้าแตะฟองน้ำหูคีบติดตัวไปด้วยนะครับ
แล้วสวมก่อนที่จะสวมรองเท้านินจานี้ทับอีกรอบ...เพราะอะไร
....เพราะช่วงสุดท้ายที่เราต้องลุยโขดหินใต้น้ำกลับนั้น
ความบางเบาของรองเท้านินจานี้ เล่นเอาฝ่าเท้าระบมไปหมด
แม้บางคนจะสวมถุงเท้าซ้อนอยู่แล้ว ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเลย
อย่างที่ผมเล่าถึงความ ละหะเอี่ยใจ ให้ฟังบนดังข้างต้น
รองเท้านินจาคู่ละ 90 บาท...คุ้มสุดคุ้มครับ
ขอรับรอง
แล้วทีมงานก็พาเรามาที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
...ผ่านด่านไปไม่กี่ กม.ก็ถึงทางลง น้ำตกธารรัตนา...ดูจำนวนสต๊าฟและเจ้าหน้าที่อุทยาน
ที่ทางสาริกาเตรียมทีมมาดูแลพวกเราสิครับ ร้องโหเลยครับ...ต้องขอขอบคุณคุณหมูที่ช่วยให้เราอุ่นใจเกินพิกัด
ขอบคุณจากใจจริงของพวกเราทุกคนครับคุณหมู มาเป็นครูให้พวกเราเองเลย
แล้วทุกคนก็รับอุปกรณ์แบบเดียวกับเมื่อวานมาสวมใส่กันอย่างทะมัดทะแมง...พร้อมเป้สะพาย
น้ำ 1 ขวด ข้าวเหนียวหมู 1 ห่อ สาริกาจัดให้ ทุกคน
ซาลามมาน้า...ใกล้เวลาจะได้ออกแขกแย้ว.....แต่
เดี๋ยวก่อน...
ไม่มีอะไรครับ...ของตายครับ....ถ่ายรูปหมู่อีกแล้วครับ
เฮ้ออออ..
กว่าจะถึงผาแรก เราต้องลุยป่า ลุยโขดหิน ปีนป่าย
ไปประมาณ 1 กม. เห็นจะได้ครับ
อะแฮ่ม....ท่านผู้อ่านที่ไม่ได้มา ไม่เคยมา กรุณาหยิบทิชชู่เช็ดน้ำลายที่มุมปากก่อนครับ....
ความอิจฉาริษยาออกนอกหน้าไปหน่อยครับ
อย่าครับ...กรุณาอย่าครับ...อย่ามาอุทานเถียงว่า
"เชอะ ฉันไม่เสียสติไปทำอะไรอย่างนี้หรอก
อยู่บ้านสบายกว่าแยะ"
อย่าครับ กรุณาอย่าครับ อย่ามาอ้างเหตุผลประกอบว่า
"โอ้ย แค่นี้ทำมาคุย ชั้นเคยไปมาดีกว่านี้
หนุกกว่านี้ ตั้งหลายเท่า...ฮีโด่เอ๊ย..."
หยิบมือถือที่วางข้างๆมาซะดีๆครับ ค่อยๆบรรจงกด
01-945 4475 ขอพูดกับพี่หมู หรือใครก็ได้ที่สาริกาแอดเวนเจอร์
นัดแนะจับจองดีๆว่า จะไปวันไหน ไปยังไง......
แล้วใจเย็นๆนะครับ ไม่ต้องไปวันนี้เลย มันสายแล้วครับ
ฮ่าๆๆๆๆๆๆเพราะทีมงานทุกท่านอยู่กลับพวกเราหมดเย้ว
หมายเหตุ : แซวเล่นนะครับ อย่าขว้างอะไรมาอีกนะครับ
....กัว..ผมรักคนอ่านทุกคนครับ
แล้วเราก็มาถึงผาแรก ผาสูงชัน 90 องศา 67 เมตร....
มองดูวิวสิครับ ไม่ชวนให้ปลื้มเหมือนเห็นรอยยิ้มมีเสน่ห์ของน้องทัศนียภาพ(น้องวิว
เทควันโด้) เลยนะครับ...ดูแล้วค่อนไปทางใจหวิวๆมากกว่า
คุณแมคอธิบายรายละเอียดให้ฟังอักครั้งหนึ่งว่า......
เราจะมีสต๊าฟฟ 2 ชุดด้วยกันนะครับ คืออยู่กลางผา
1 คน ข้างล่างอีก 3-4 คน
ไม่ต้องเกรงอันตราย ไม่ต้องกลัวว่าจะเบรคไม่อยู่...
แม้จะเผอิญตกใจปล่อยมือทั้งสองข้าง สต๊าฟฟข้างล่างก็จะกระตุกเชือกเบรคให้ได้.....
.......เพื่อนๆที่อยู่ข้างบน หรือลงไปแล้ว กรุณาอย่าแซวเพื่อน
เพื่อให้คนโรยตัวฟังคำสั่งของสต๊าฟฟเท่านั้นว่า
ให้เยงซ้าย หรือเอียงขวา ย่อตัวหรือเอนหลัง .......
พยายามกางขา เหยียบหน้าผา เอนตัวไปเยอะๆเพื่อถ่ายน้ำหนักลงไปที่ฝ่าเท้า
ค่อยๆปล่อย ค่อยๆผ่อนเชือก ทีละนิด ตามองเฉพาะที่เท้า
และชื่นชมดอกไม้ที่ชูช่อตามหน้าผา.....ห้ามมัวแต่มองเท้า
กลัวจนไม่มอง อะไรเลย ดอกไม้สักดอกก็จะไม่ได้ยลโฉม
เอ้า ใครจะเป็นคนแรกครับ....
อ้าว ....สบายใจเคลิบเคลิ้มอยู่ดีๆ มาเล่นเขย่าขวัญเอาประโยคสุดท้ายนี่แหละ
บ้าจริงๆคุณแมค....มั่นใจน่ะมั่นใจอยู่หรอก แต่จะให้เป็นคนแรกนะหรือ....บรื๋อวววววววว์...
แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปตามครรลอง ได้กลายเป็นคนหลายใจอย่างบอกไว้ถ้วนหน้ากัน
....
ผมอยู่กลางผา 2 คนกับคุณศักดิ์ ได้รับรู้ถึงการประสานงานอย่างละเอียดรอบคอบทุกขั้นตอนของทีมงานด้วยความชื่นชมเป็นที่สุด
....งานที่เสี่ยงอันตรายอย่างนี้ หากไม่ได้มืออาชีพอย่างทีมงานสาริกาแอดเวนเจอร์
มีหรือครับที่ ททท.จะกล้ายกย่องให้เป็น Unseen
ซึ่งเป็นเกียรติบัตรเกียรติคุณที่ประกาศก้องไปทั่วโลก
เป็นหน้าตาของประเทศอย่างนี้
ผมเอง แค่ยืนแหงนดูเพื่อนค่อยๆไต่ลงมายังแทบเวียนหัวเลยครับ
แต่คุณศักดิ์ต้องเงยหน้าเกือบตลอดเวลา ต้อง ว.ประสานงานกับทั้งข้างบนและข้างล่าง
ต้องค่อยกำกับเชือกทั้งสองเส้น ค่อยๆประคองเพื่อนๆเมื่อมาถึง
ให้ตั้งตัวโรยต่อระลอกสอง... คิดดูเอาเองครับว่า
ถ้ามือไม่ถึง จะทานทนได้แค่ไหน
..ขอขอบคุณ คุณศักดิ์
มา ณ ที่นี่ด้วยครับ
จากผาหนึ่ง เราก็มาผาสอง ซึ่งมีน้ำตกอยู่ข้างๆ
...ก็สนุกไปอีกแบบครับ ที่สำคัญ ภาพที่ถ่ายสวยงามโดยไม่แคร์ว่าจะเป็นกล้องรุ่นไหนครับ
เหตุการณ์ข้างล่าง เมื่อถึงตัวน้ำตก สองพี่น้อง
ก็จับกลุ่มถ่ายรูปกัน คอยลุ้นเพื่อน ๆ ลง จากผา
ทีละคน ละคน แต่ละคน ลีลา ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะน้องอันปลั๊ค
ทั้งแกร็ง ทั้งกาง ทั้ง กลัว ตัวหมุนติ้ว ๆๆๆๆๆๆ
กลางหน้าผาตั้งฉาก ที่ไม่มีพื้นหินให้เหยียบ เพราะฝึกมาว่า
ต้องเหยียบหิน แล้วค่อย ๆ ดันตัว เอียงตัวไปข้างหลังมาก
ๆ อ้าว แล้วมาถึงตรงนี้แหล่ะ 100 เมตรสุดท้าย
ไม่มีหินให้เหยียบ ทุกคนชะงักกลางหน้าผานี้เกือบทุกคน
โดยเฉพาะน้องอันปลั๊ค ตัวลอยเต้งงงงงไม่ยอมลง
ฮ่าาาาาาา พอลงมาได้ปวดมือ สะบัดมือ ส่ายหน้า
หน้าจืดเลย ส่วนเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ พอรู้จังหวะดี
ก็จะปล่อยรูดลงมาเลย สนุกดีจ้า
ผาต่อไปคือ ผาน้ำตกผู้น้อง
เที่ยงพอดีครับ เรานั่งพักทานข้าวเที่ยงกันที่นี่แหละครับ
....ทานเสร็จ ก็ไปแช่ตัวใต้น้ำตก ให้น้ำตกนวดหลังแทนสปา....ทำกระแสน้ำอุ่น
กันตังหากพี่ โอ้ววว จอร์จ ...มันช่างวิเศษไม่น่าเชื่อเลยจริงๆนะ
พอได้เวลาพร้อมกัน กลุ่มแรกก็เริ่มทยอยโรยตัวกันต่อ
กลุ่มที่หลังที่ตามมาเมื่อทานมื้อเที่ยงเสร็จก็ทยอยลงมาพร้อมกัน
ทีละสามคน สองคน ผาต่อไปคือผาสองสวรรค์ ..แบบเดียวกับที่เห็นในแสตมป์
unseen เส้นริมซ้ายมือสุดจะโดนน้ำตกจัง ๆ หลายคนเลือกเส้นนี้
สนุกมาก เหมือนได้สปาน้ำตก บนกลางผา ห้ามถามว่า
มันส์ไหม ....เดี๋ยวกิเลสขึ้น อดใจไม่ไหว ทิ้งงานตีตั๋วไปอีกรอบพรุ่งนี้
เมื่อโรยตัวลงมาแล้ว คุณโจพาพวกเราก็เดินทางต่อ
ซึ่งเป็นช่วง กม. สุดท้ายก่อนจะไปผา 4 เพื่อโรยตัวลงเรือคายัค
พายกลับขึ้นฝั่ง....
ช่วงนี้แหละครับ ที่รองเท้านินจา เปลี่ยนสภาพจากพระเอก
กลายเป็นผู้ร้าย เป็นปัญหาใหญ่ให้พวกเรา เพราะการลุยน้ำที่สูงแค่เอว
แค่เข่าโดยไม่เห็นอะไรข้างล่าง รู้แต่ว่าเป็นหินขนาดต่างๆกันนั้น
เหยียบแง่เหยียบลื่น ล้มคว่ำหงายหลัง นั้นไม่ใช่สิ่งอันพึงปรารถนาเลยครับ
ค่อนไปทางทรมานและภาวนาให้ถึงที่หมายเร็วๆเสียที
แต่ก็อีกนั่นแหละครับ ทีมงานก็ช่างเข้าใจความรู้สึกของพวกเราได้ดีเหลือเกิน..
จึงเดินมาได้ 400 เมตร ก็ให้เราหยุดพัก และเชิญชวนให้เล่นน้ำตกเล็กที่สาดกระเซ็นหลายสาย
ทั้งจากซอกหิน และในถ้ำ ....ช่วงเหนื่อยหน่ายจึงกลายเป็นสวรรค์บนพื้นน้ำไปได้...
ความสุขที่ได้รับช่วงนี้ เหนือคำบรรยายจริงๆครับ
ถึงผาสุดท้าย พวกเราก็ค่อยๆโรยตัวลงเรือคายัค
ที่รอรับเราในอ่างเก็บน้ำ ....
การลงเรือในน้ำนิ่ง ช่างต่างกับ การลงเรือในแก่งน้ำเชี่ยว
แบบหน้ามือหลังมือเลยครับ....
เพราะผมสามารถลงนั่งในเรือ หยิบเสื้อชูชีพขึ้นสวม
แบบไม่กลัดสายรัดเอว แล้วก็สามารถค่อยๆพายค่อยๆจ้วงมาถึงฝั่งพร้อมกับคุณนายและคุณม้อยโดยสวัสดิภาพ
ขึ้นจากเรือ ก็คืนอุปกรณ์ และเตรียมตัวขึ้นรถกลับเขาใหญ่เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกลับบ้านกัน
ช่วงที่รอเพื่อน ๆ อีกกลุ่มหนึ่ง รวมตัวกันก่อนเดินทางกลับครับ...เสียดายมากครับที่เป็นภาพมิติเดียวนะครับ....
เพราะถ้ามีมิติเสียง ก็จะได้ยินเสียงจอกแจกจแจกันจนแก้วหูแทบแตก....
และถ้ามีมิติกลิ่น ก็จะได้ดอมดมกลิ่นน้ำหอมของมวลบุปผชาติสารพัดยี่ห้อที่ทุกคนปรุงแต่งมา
ให้ชื่นใจ.......
ก็ซักแห้งกันทั้งนั้นนี่ครับ เปลี่ยนแค่เสื้อผ้า
แล้วก็พรมน้ำหอมเสียชุ่มตัวกัน.
ยังครับ เรายังไม่กลับบ้านกันครับ ก็แค่ 6 โมงกว่าเท่านั้นเอง
เราต้องไปต่อกันที่ร้าน จุ่มแซบยโส คลอง 2 ครับ
นอกจากได้กระชับมิตรภาพให้แนบแน่นแล้ว เรายังมีโอกาสร้องเพลง
Happy Birthday ให้พี่บัญญัติที่เกิดวันนี้ (5
กย.) และแม้ว (6 กย.) ด้วยครับ ร้องจบไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ
ค่าสเต็กก็ต้องจ่ายเอง ค่าน้ำก็ต้องหารจ่ายเอง....เฮ้อ...เจอเจ้าภาพตีหน้าเฉย
ก็ลงเอยอย่างนี้แหละ...อุตส่าห์ตะโกนร้องซะดังหวังอั่งเปา...
ก่อนปิดฉากกระทู้นี้ ขอขอบคุณเป็นครั้งที่ร้อย
สำหรับ ทีมงานสาริกาแอดเวนเจอร์ คุณภาพคับแก้วทุกท่านครับ....
โดยเฉพาะ คุณหมู ผู้นำผู้เปี่ยมล้นไปด้วยน้ำใจ
คุณแมค คุณต่อ คุณจิ๋ม และคุณโจ นินจา
ประทับใจมากจริงๆครับในการต้อนรับขับสู้ ดูแลเอาใจใส่
ความเป็นกันเอง... และมุขฮาจากปากคมๆของคุณแมค...
รอยยิ้มหวานๆของคุณจิ๋ม
ขอให้ทุกท่านมีความสุข ความก้าวหน้าในกิจการงาน
มีลูกค้าหนาแน่นยกขบวนมารอบัตรคิวเพื่อรอรับบริการอันสุดยอดตั้งแต่เช้ามืด
จากความเป็นมืออาชีพของคุณๆ ...ขอให้เงินทองไหลมาเทมา......จริงใจครับ
คุณหมู........ คุณเคทและเพื่อนสาวๆทั้งคณะฝากหอมแก้ม
น้องแต น้องตอง ด้วยครับ
งานเลี้ยงมีวันเลิกรา ความเฮฮาก็ต้องมีจุดสิ้นสุดชั่วคราว
...แล้วเราก็จำใจต้องปิดทริปนี้ด้วยความอาลัยยิ่ง....
อาลัยจริงๆครับ...อาลัยที่ต้องห่างหายจากเพื่อนดีๆไปพักหนึ่ง
จนกว่าจะเจอกันใหม่นอกเว็บ
สำหรับผมเองและคุณนาย ประทับใจมากๆเลยครับ ทุกคนน่ารัก
มีน้ำใจ รักสนุก เป็นคนดีที่ช่วยแต้มแต่งให้สังคมท่องเที่ยว
หรือสังคมโลกของเรา งดงาม มีความหมายหลายพะเรอเกวียนครับ
สำหรับเพื่อนเก่าที่รู้ใจกันดี อย่าง ลุงแซม ป้าโหน่ง
นัท แหม่ม ต้อง แอ๊ว โอ๋ย แม้ว น้องอันปลั๊ก วี
...คงไม่ต้องพูดอะไรมาก บอกสั้นๆว่า เรารักคุณนับถือคุณมากขึ้นทุกทีทุกที
แต่กับเพื่อนใหม่ แต่เก่าของคุณอื่น อย่าง พี่พวง
คุณโด๋ คุณทิพย์ คุณเอ๋ คุณปรีชา คุณแท่ง คุณนุช
พี่คมรัฐ ลุงสุวัฒน์ ป้าอารีย์ภรณ์ จีจี้บีโกเนีย
ไก่ ม้อย คุณอี๊ด ดช.ต๋อง พี่บัญญัติ รวมถึงพี่ปองนั้น
ผมถือว่าเป็นกำไรชีวิตก้อนใหญ่จริงๆครับ โชคดีเหลือเกินที่รู้จัก
ได้สัมผัสความคิด ทัศนคติอันดีงามของเพื่อนทุกคน
แม้ในระยะเวลาสั้นๆแค่ 2 วันนี้
เมื่อวันที่ชีวิต
เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน
จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ
ความสุขความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่
จะยอมรับความจริงที่เจอได้แค่ไหน
********
เพลง Live and learn
เพราะชีวิตคือชีวิต
เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป
มีสุขสมมีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว
เกิดขึ้นได้ทุกวัน
อยู่เรียนรู้
อยู่ที่ยอมรับมัน
เติมความคิดสติเราให้ทัน
อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน
และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
สุขก็เตรียมไว้
ว่าความทุกข์คงตามมาอีกไม่ไกล
จะได้รับความจริงเมื่อต้องเจ็บปวดไหว