ผจญภัย ต่างแดน "Trek" มาเลเซีย กับ สิงคโปร์

16-25 กรกฎาคม 2548

********************************************************************************

ยอมรับว่าทริปนี้เป็นทริปเร่งด่วนจริงๆ ตัดสินใจก่อนเดินทางแค่ 5วัน ซึ่งอยู่ในระหว่าง ที่ต้องจัดการหลาย ๆ อย่าง ในเวลาเดียวกัน ไหนจะมาลุ้นว่า จะต่ออายุ pass port ทันหรือเปล่า พอดีได้วันรุ่งขึ้น ก่อนเดินทางแค่ วันเดียว ปกติแล้วจะเที่ยวที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศ หรือในประเทศ จะซื้อหนังสือประเทศนั้น ๆ  มาเตรียมไว้ หรือค้นหาข้อมูลก่อนเดินทางทุกครั้ง เพราะเป็นทริปที่เราอยากไป และไฝ่ฝัน มา ตลอด แต่ทริปนี้ พิเศษหน่อย เราได้เพื่อนที่น่ารักคนหนึ่ง เป็นผู้นำทาง ตระเตรียมโปรแกรมต่าง ๆ ให้พร้อมเสร็จ เหตุการณ์บังคับเขานั่นเอง คือ เจ้านายให้หยุด ไปพักผ่อน 7 วัน ฝันไว้อยากไปบาหลี แต่ไม่ได้เดินทาง และหันมาแบกเป้เที่ยวเองก็ได้ คิดโปรแกรมจนหัวฟู ไม่เป็นอันทำงาน แถมลางานเพิ่มอีกหนึ่งวัน เรามีหน้าที่อย่างเดียว คือ up to you แต่ไปด้วยใจเต็มร้อยค่ะ

ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่หัดเที่ยวตามลำพัง ก่อนที่จะเดินทางควรมีแผนที่เอกสารท่องเที่ยว อย่างเช่นประเทศมาเลเซีย สามารถไปขอได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งมาเลเซีย ถนนสีลม กทม เป็นโปรชัวร์แปลเป็นภาษาไทยอย่างดี พร้อมแผนที่ สถานที่เที่ยว แหล่ง ช้อปปิ้ง ฯลฯ ทำให้เราเข้าใจอะไร มากขึ้น หากใครเก่งภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ ซึ่งพวกเราได้ขอยืมจากเพื่อน เพราะเราเตรียมการไม่ทันจริง ๆ ขอขอบคุณ คุณแอนนา มา ณ โอกาส นี้ด้วยค่ะ (รอดตายแล้วเรา)

กทม ถึง บัตเตอร์เวอร์ธ มีทุกวัน
เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋ว
ที่นั่งและที่นอน

วันที่ 16 กรกฎาคม 2548 (จากเมืองไทย)

เราสองคนนัดกันที่หัวลำโพงเวลา บ่ายสองโมงตรง ตุน เสบียงทานอาหารเที่ยง พอได้เวลา ก็ไปที่ชานละลา หมายเลข 5 เวลา 14.30 น. เจ้าหน้าที่รถไฟได้ตรวจตั๋ว และให้ไปยังโบกี้ ปรับอากาศชั้นสอง

ข้างบน ศีรษะ สามารถทำเป็นเตียงนอนได้ ชั้นล่างราคา 1,110 บาท ที่นอนกว้างกว่าสะดวกกว่า ใน การลุกไปห้องน้ำ ส่วนชั้นบน ราคา 1,020 บาท ครั้งแรก ที่ได้มีโอกาสได้นั่ง รถไฟ ปรับอากาศ และนั่งนานที่สุดในชีวิต และไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าเบื่อ เหมือนที่เราคิดเลย มีอะไรใหม่ ให้ลุ้น ตลอดเส้นทางการเดินทาง นั่นก็คือ ของกิน และผู้คนเดินผ่านไปมา (เข้าห้องน้ำบ้าง หลบไปสูบบุหรี่บ้าง) ของเราได้ที่นั่งติด ประตูเข้า ออกพอดี ทำให้ เกิดความรำคาญนิดหน่อย ถึงขั้นมาก เวลาเปิดปิดถี่เกินไป แต่พอทนได้

ผ่านสถานีใหญ่ ๆ ก็จะมีพ่อค้าแม่ค้า มาขายของกินบ้าง น้ำดื่มบ้าง ของฝากบ้าง แต่ยังไม่จำเป็นสำหรับพวกเราเท่าไหร่ แต่พอถึงเวลาห้าโมงเย็น เท่านั้นแหล่ะ สถานีป้ายหน้า คือ ราชบุรี เพื่อนอยากกินข้าวขาหมูมาก เล็งไว้ตั้งแต่ป้ายที่แล้ว บางครั้ง บางสถานี จะติดตลาดสด รถไฟจอดละที่ ใช้เวลาไม่เท่ากัน จะได้กินได้หม่ำกันก็ตอนที่มีแม่ค้าพ่อค้า ขึ้นมาบริการถึงที่นั่งนั่นเอง อดไปก่อนนะ อ้ายเจ้าขาหมูเนี่ย พอมาถึงราชบุรี มีก๊วยเตี๋ยวกล่อง สิบบาท จ้า สิบบาท เพื่อนซื้อมาสองกล่อง ตอนแรกลังเล มันมีอะไรอยู่ในกล่อง?? จึงบอกให้เพื่อน เปิดดูก่อน น้ำแกงเลยหกใส่เป้ากางเกงเพื่อนเลย ขอโทษนะจ๊ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มันคือ ก๊วยเตี๋ยวแห้งเส้นเล็กมีหมูชิ้น หมูนุ่ม มีลูกชิ้น ก็โอเค หน้าตา ท่าทางจะอร่อยนะ พอได้เปิดหม่ำกันเท่านั้นแหล่ะ อืม!!! ก็อร่อยดีนะ ทำใหม่ ๆ เส้นก็นิ่มใช้ได้ทีเดียว แต่รสชาติออกทางหวานไปหน่อย หากมีมะนาวสักนิด คงจะอร่อยเหาะทีเดียว สรุปเย็นนี้ รอดตาย เพราะก๊วยเตี๋ยวกล่องน้อยเนี่ยแหล่ะ สิบบาท จ้า สิบบาท อย่าลืม ซื้อทานนะคะ ป้าย ราชบุรี นี่เองค่ะ อย่าเพิ่ง ค่ะ อย่าเพิ่ง เพื่อนของเราเขาไม่อิ่มด้วยกับเราหรอกน่ะค่ะ เล็งป้ายต่อไปทันทีเลยค่ะ สรุปไม่มีมาขายแล้วค่ะ เผลอหลับไปงีบนึง เพราะฤทธิ์ก๊วยเตี๋ยว แต่พอเวลา 19.15 น. มาถึงสถานีหัวหิน เท่านั้นแหล่ะค่ะ โน่นมาแล้ว ได้ยินเสียงมาแต่ไกล ๆ ข้าวต้มจ้า ข้าวต้ม สิบบาท สิบบาท กับ กะเพราไข่ดาว จ้า สิบบาท สิบบาท เพื่อนวิ่งลงไปดูเลยค่ะ ไปต้อนรับถึงหน้าประตูทางลงเลยล่ะค่ะ ตะโกนถาม เอ เอาป่าว อ่ะ เอาก็เอา ได้มาคนละอย่าง ข้าวต้ม กับ กะเพราไข่ดาว นั่งหม่ำกันเป็นล่ำเป็นสัน อืม!! เอ ของเธออร่อยเปล่า เพื่อนถามทันที อืม!! ก็โอเค จืด ๆ เหมือนโจ๊กอ่ะ หากมีมะนาวน้ำปลา คงอร่อยกว่านี่ แล้วของเธอล่ะ อืม ก็งั้น ๆ แต่มีไข่ดาวด้วย อิ่มเลยเรา นึกในใจ คงไม่บ่นอีกนะ

เกือบสองทุ่มแล้ว พนักงานเริ่มทยอยจัดที่นอนให้มาแต่ไกล ของเราจุดสุดท้ายเลยนั่งกินลมกันสบาย ก่อนนอนก็ซื้อน้ำดื่ม 1 ขวด ราคา 15 บาท อ้อ ลืมเล่าถึง ฝรั่งคนหนึ่ง หน้าตาหล่อมาก นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่กลิ่นมาแต่ไกล ใส่ถุงเท้าก็คนละสี แถมขาดล่างอีกตังหาก เหล่ไม่ลงเลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่อยากแบ่งขนมปังให้ เพราะซื้อมาเยอะจริง ๆ เพื่อนไม่ยอมช่วยกิน เพื่อนบอกว่า อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เดี๋ยวโดนข้อหา เอาของเก่าให้เขากินหรอก และมีผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าเป็นคนไทย เขายิ้มให้ ก็เลยยิ้มตอบเขา เขาค้น ถุงใบใหญ่ของเขา ค้นไปค้นมา เขาหยิบต่างหูสร้อยข้อมือ ซื้อมาเยอะมาก พะยักหน้าให้ไปเอา เราบอกว่า ไม่เอาคะ หนูไม่ชอบ เพื่อน ตะโกนบอก No No สักพักใหญ่เขาก็เปิดถุงอีกแล้ว หยิบ มะม่วงหิมพานพ์มาแก้มเบียร์ แบ่งกับเจ้าหน้าที่ กำมือใหญ่ทีเดียว พักใหญ่ เขาก็มาโยน ให้หนึ่งห่อ ที่ตัก ก็ งง งง อยู่ สรุปเขาคือ คนปีนัง ไม่ใช่คนไทย สักพักใหญ่ เขาก็หายไปกับเจ้าหน้าที่ กลับมาอีกที ก็ตอนดึก ๆ นอนเสียงกรน ละเมอ พรึมพรำ เพราะฤทธิ์เบียร์ ตื่นมาเป็นได้ยินน่ะค่ะ ประมาณ ตีหนึ่งสี่สิบห้า ถึงสถานีสุราษฎร์ บ้านน้องสาว คนเล็ก ของ trekkerhut ตะโกน say hello มามี้ ในใจแทนแล้วนะ คริๆๆ สรุปคืนนี้รู้สึกว่าตัวเอง นอนไม่อิ่มเท่าไหร่ คืนนี้ ฝันร้ายด้วยคะ ฝันว่ามีคนมาหาน่ะค่ะ ตกใจตื่นเลย แต่ก็หลับต่อ หุห

อดกินไก่ทอดหาดใหญ่ ไว้มาซ่อมนะ
รถไฟตัดหัวขบวนเหลือแค่สาม
ใกล้จะถึงด่านปาดังเบซาร์
เดินทางไปปาดังเบซาร์บรรยากาศรอบนอก

วันที่ 17 กรกฎาคม 2548 (butter worth - penang)

เวลา 06.45 น. บางคนหลับ บางคนตื่น ที่ตื่นเพราะว่า มาอีกแล้วค่ะ ไก่ทอดหาดใหญ่ พร้อมข้าวเหนียว ขึ้นชื่อที่นี่ เราตื่นมางัวเงีย งัวเงีย เปิดผ้าม่านออกมา ไก่ทอดอยู่ตรงหน้าเราพอดีเลย คิดดูแล้วกัน ไม่ให้ตื่นเพราะเสียงแม่ค้า กับกลิ่นไก่ทอด ให้มันรู้ไป อืม ดูแล้วน่าหม่ำจังน้อง เพื่อนบอกว่า อย่าเพิ่งซื้อ ไว้คอยป้ายหน้าจะดีกว่า มาขายแต่ เช้า เดี๋ยวเจอของเก่า เอ้า ไม่ซื้อก็ไม่ซื้อ เชื่อคนเคยนั่งรถไฟมาก่อน อดเปรี้ยวไว้กินหวานก็แล้วกัน ได้แต่มองหลังแม่ค้า จนลับตา น่ากินจริงๆ คะ ทุกวันนี้ ภาพยังติดตาอยู่เลย

ต่างคนต่างล้างหน้าแปรงฟัน พนักงานก็เริ่มเก็บที่นอน ไล่มาเรื่อย ๆ จนมาถึงเรา ระหว่างนั้น รถไฟได้ตัดหัวขบวนออก เหลือแค่ สาม ขบวน เพื่อวิ่งสู่ ปาดังเบซาร์ เข้า มาเลเซีย ต่อไป เมื่อเก็บที่นอนเรียบร้อย พนักงานเริ่มแจก ใบผ่านทาง ให้นั่งกรอกกัน และก็เดินทางต่อ นั่งชมวิวไปเรื่อย ๆ ความฝันของเราอีกอย่างหนึ่ง คือ อยากชะโงกศีรษะออกจากตัวรถไฟ ยื่นมือออกไปไกล ๆ และถ่ายรูปขณะรถไฟวิ่ง เราเดินไปจนท้ายขบวน กว่าจะหาหน้าต่างเปิดเจอ เห็นท้ายขบวนอยู่ไกล ๆ เจ้าหน้าที่ ไม่ยอมให้ไปยืน อยากไปยืนมาก อยากถ่ายภาพ รางรถไฟ แต่ได้แค่ ชะโงกตรงหน้าต่างเท่านี้เองคะ จุใจแล้วก็กลับมาที่นั่ง เช้านี้ เราสองคน ไม่มีอาหารทานค่ะ มีแต่ขนมปังไส้กรอก ที่เตรียมมา แต่ยังไม่ทานกัน เพราะเดี๋ยวอิ่มเสียก่อน ยังหวังว่า สถานีหน้าจะมีไก่ทอดหาดใหญ่ขึ้นมาขายอีก แต่โชคร้ายค่ะ ป้ายหน้าของพวกเราก็คือ ปาดังเบซาร์ นั่นเอง คติ เตือนใจ อย่าหวังน้ำบ่อหน้า ค่ะ แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อด ๆ

ตรวจคนเข้าเมือง
กระเป๋าเดินทางก็โดนตรวจ
ชานชลาด้านนอก
เปลี่ยนหัวขบวนมาเลเซีย

เวลา 7.40 น. ถึง ปาดังเบซาร์ รถไฟจะหยุดที่นี่ 2 ชั่วโมง ทุกคนต้องลงจากรถไฟ พร้อมกระเป๋าทุกใบ เพื่อเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง ใช้เวลาไม่นานค่ะ ก็เสร็จพิธี จุดนี้ เริ่มใช้เงินริงกิตแล้วค่ะ เดินไปแลกเงิน แลกคนละ 3,000 บาท ได้ 273 ริงกิต (rate 11.00 บาท ต่อ 1 ริงกิต) บางอย่างเงินบาทยังใช้ได้อยู่ ซื้อลองกอง 1 กก. 40 บาท เวลาเหลือเยอะ จึงเดินเล่นรอบ ๆ หัวขบวนรถไฟ ที่เพิ่งเปลี่ยนเป็นหัวขบวนของมาเลย์ ขึ้นไปถ่ายรูป เป็นที่ระลึก ท้องเริ่มหิวค่ะหลายคนจะขึ้นชั้นสองไปหาข้าวเช้าทานกัน เพื่อนก็ขึ้น เหมือนกัน ไปได้ซาลาเปา ภายนอก หน้าตา เหมือนบ้านเราเดี้ย แต่ข้างในอดิแปลก ๆ เพื่อนเลือกหม่ำแต่ไส้ น้ำขวดเล็กราคา 10 บาทบ้านเรา แต่ที่นี่ราคา 2 ริงกิต (22 บาท ) ควรซื้อ จากหัวลำโพง ตุนสักคนละ 3 ขวด เช้านี้ได้ขนมปังที่ตุนมาจาก กทม เป็นอาหารเช้า และลองกอง หอมหวานชื่นใจ เวลา 9.30 น. รถไฟก็เดินทางต่อ ระหว่างทางยังพูดคุยกันเรื่อง ไก่ทอดหาดใหญ่ เจ็บใจจัง ใช้ เวลา 3 ชั่วโมง ก็ถึง Butter Worth ขณะนี้เวลา 13.20 น. เวลาทางมาเลย์ ซึ่งจะเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชม. สรุป ใช้เวลาเดินทางจาก กทม ถึง butter worth ประมาณ 20 กว่า ชม. เมื่อลงจากรถไฟ ก็ชวนกัน เดินตามเขาไป ไปทางซ้ายมือ ก็เจอท่าเรือ Pengkalan เพื่อลงเรือข้ามฝากไป เกาะปีนัง

 

เสียเงิน ข้ามฝาก คนละ 1.2 ริงกิต เด็ก 0.8 RM โดย ขากลับ ไม่ต้องเสียเงินแต่อย่างใด
ถึงแล้ว butter worth
ท่าเรือ
ภายในเรือ คล้ายท่าเรือเกาะช้าง

เกาะปีนัง ดูจากแผนที่ หากมอง รวม ๆ ทุกคนจะบอกว่าคล้ายเต่า ใช้เวลาไม่นานนัก ก็ถึงฝั่งปีนัง เพื่อนพาเดินหาโรงแรม สรุป เดินอ้อมน่ะค่ะ เพราะยังตั้งหลักกันไม่ถูก เดินกันไปมั่ว ๆ นั่นเองแหล่ะ สุดท้ายก็เล็ง ที่ Plaza Hotel เพราะเห็นป้ายมาแต่ไกล ราคา 40RM ห้องแอร์ เตียงเดี่ยวนอนสองคน เจ้าของธุรกิจเป็นคนมาเลย์ เมื่อได้ห้องพักแล้ว อาบน้ำ อันดับต่อไปคือ หาที่เที่ยว ตึก KOMTA ก่อนเลยค่ะ ตามเอกสารบอกว่า เป็นตึกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ สำนักงานธุรกิจ ห้างฯ ร้านค้า เป็นอาคารสูง 65 ชั้น เดินตาม แผนที่อีกนั่นแหล่ะค่ะ เห็นตึกสูง ๆ เด่นสง่า อยู่ทิศทางไหน ก็เดินไปทางทิศทางนั้น เดินหลงเข้าไปในห้างฯ หาทางขึ้นลิฟฟ์ ถามพนักงาน ก็ไม่มีใครรู้ หรือเราคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ไม่รู้นะคะ สุดท้ายหลงค่ะ ขึ้นไปเจอลานประกวดสุนัข กำลังแต่งขน ทำผม กันใหญ่เลย คนจูงสุนัขเดิน วนไปวนมา เรียกว่า ประกวดเหมือนที่เคยเห็นที่บ้านเราเลยค่ะ ได้เวลา ก็ลงข้างล่าง เพื่อนเรียก ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินข้าวเลย ผ่านอีกชั้น เป็นชั้นร้านอาหาร ไปยืนจด ๆ จ้อง ๆ ตามรูปภาพอาหารจานเด็ดต่าง ๆ จนเถ้าแก่ร้านขายน้ำใจดี มาให้ความช่วยเหลือ เพื่อนเลยคุย ภาษาประกิต ถามเรื่อง ตึกคอมต้า นี่แหล่ะ เถ้าแก่ก็บอกให้ จนพอเข้าใจ ตอนนี้ก็หมดกังวลแล้ว ขอหม่ำข้าวก่อนได้เปล่า เพื่อนบอกกิน ก็กินอ่ะ ไม่กินไม่ได้แล้วล่ะ เพราะเราสั่งเรียบร้อยแล้ว ข้าวผัด หรือ fine rice (2.5RM) เพราะเห็นผัดให้คนโน้นคนนี้ ก็เลยสั่งตาม เพื่อนไม่ยอมค่ะ ชอบอะไรแปลก ๆ สั่ง Nasi Ayam(3.5RM) หน้าตาออกมาตามภาพน่ะค่ะ (ข้าวหมกไก่ม้าง) ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

Nasi Ayam
fine rice
ผมหล่อเป่าฮับ ลงประกวดสวยงาม
ตึกสีชมพู Plaza Hotel ถ่ายป้ายถนนไว้ก่อน

เมื่อท้องอิ่มแล้วก็เริ่มเดินกันต่อ ขึ้นตึก คอมต้า เพื่อชมวิวเมือง ปีนัง มีพนักงานหน้าลิฟฟ์คอยพาให้บริการ บอกว่าอยู่ชั้น 60 เพื่อนบอกว่า อยู่ชั้น 55 ไม่ใช่หรอ เขาบอกว่าไม่ใช่ พอไปถึงชั้น 60 เรียกเก็บตังค์คนละ 5 RM จ่ายค่ะ จ่ายยังไงก็ต้องจ่าย เพราะเขาบอกก่อน ขึ้นลิฟฟ ์แล้วว่า ต้อง เสีย ค่าบริการ แต่ตามเอกสารที่เพื่อนprint มาเป็นปึก บอกว่า ฟรี ค่ะ และในโปรชัวร์ท่องเที่ยว ของมาเลย์ ก็บอกว่าชั้น 55 แต่ชั้นนี้มีบริการขาย อาหารด้วยค่ะ พอถ่ายภาพวิว จนสมใจแล้ว ก็หาทาง ลงลิฟฟ์ค่ะ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่พาลง เลยลงชั้นล่าง เหลือบไปเห็น ลิฟฟ์ ข้าง ๆ เพื่อนบอกว่า ลิฟฟ์นี้เปล่าที่ขึ้นไปฟรีน่ะ (เป็นลิฟฟ์พนักงานบนตึก) วันนี้เป็นวันอาทิตย์ จึงดูเงียบ ๆ คนชอบลองของแปลก ก็งี้แหล่ะล่ะ ไปน้อง ไปดูกัน ฮ่าๆๆๆ ขึ้นชั้น 55 ใช่เปล่า พอไปถึง ไม่มีคนเลยค่ะ เปิดประตูกระจกเข้าไป โห สวยจริงๆ ค่ะ สามารถชมวิว ได้รอบตึกเลยค่ะ พอเทียบกับชั้น 60 คนละเรื่องเลยค่ะ มองมุมแค่ ด้านเดียว เราสองคนถ่ายรูปเพลินเลยค่ะ พักใหญ่ทีเดียว มีคนขึ้นมาด้วยค่ะ เรียก you you!!!!! กวักมือเรียกด้วย รปภ. ค่ะ สงสัย เจ้าหน้าที่หน้าลิฟฟ์ เรียกให้มาจัดการ หรือมีวงจรเปิด แหงๆๆ เพื่อนหัวไวค่ะ ทำเป็น ไม่รู้เรื่อง เพราะเราขึ้นมาตาม โปรชัวร์มาเลย์ จริง ๆ นิ ชี้ให้เขาดูใหญ่เลย เขาก็ไม่สนใจนะ ก็ต้องทำตัวเรียบร้อย เดินตามเขาต้อย ๆ พาพวกเรา ลงลิฟฟ์ รปภ.กับพนักงาน ส่งภาษากัน ใหญ่เลย เราไม่รู้หรอกเขา พูดอะไรกัน โชคดีตรงที่ว่า เขาไม่เอาเรื่องเราก็บุญโขแล้ว หุหุหุ เกือบตาย ไหม๊ล่ะ จะคุกไม๊เนี่ย ได้แต่ sorry soryy I don't know ท่าเดียว

วิวจากตึก Komta
สะพานแขวนที่สร้างใหม่
ตึก Komta
ป้ายรถเมล์ ไป Air Hitam

รีบเดินต่อค่ะ หาป้ายรถเมล์ ซึ่งอยู่ชั้นล่างของตึก ต้องการไป Air Hitam เพื่อไปชม ปีนังฮิล เป็นสถานีชมวิวบนเนินเขาแห่งแรกในมาเลเซีย ปีนังฮิลสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 830 เมตร นั่งรถเบอร์ 101 ตามคำแนะนำของกลุ่มนักเรียนที่นั่น เขาบอกเขาก็ไปเหมือนกัน เสียค่ารถ 1 RM นั่งไปไม่นานค่ะ กลุ่มนักเรียน ก็ลงจากรถไป เลยเดินไปถามคนขับรถ ชี้ให้ดูที่แผนที่ เขาบอกว่ายังไม่ถึง พอถึงเขาก็ตะโกน บอก ให้ลง ค่ะ เจอตลาดที่นี่มีของกินเพียบเลยค่ะ แต่ท้องยังอิ่มข้าวผัดอยู่เลย ที่นี่มีติ่มซำ เพื่อนบอกเดี๋ยวขากลับแวะมาหากินกัน พวกเรา เลือกเที่ยว วัดเจ้าแม่กวนอิมกันก่อน วัดสวยมาก กว่าจะเดินขึ้นเขา ก็เมื่อยขาเหมือนกันคะ ระหว่างทางมีของที่ระลึกมากมาย แวะซื้อ เสื้อปีนังคนละตัว และเดินลงเขา ตามถนนเดินหาทางขึ้น Bukit Bendera ปีนังฮิล พอดีเจอสาวใจดีคนหนึ่งเดินมาส่ง เพราะเป็นทาง ผ่านไป บ้านเขาพอดี เขาให้เบอร์โทรฯ ไว้ เผื่อมีปัญหาอะไร ให้โทรหาเขาได้   น่ารักจริงๆ คะ จึงไม่หลงค่ะ เดินฉิวเลยคราวนี้ ฝนก็เริ่ม ตก ปรอย ๆ เสียค่า เข้าคน ละ 4 RM ได้นั่งรถรางที่สร้างขึ้นในปี 1922 รถรางคล้าย ๆ ที่เมืองจันทบุรี แต่ระยะทางยาวกว่า มีสองช่วง คือ ต้องเปลี่ยนรถราง ขึ้นสู่บน ยอดเขา ข้างบนอากาศเย็น สดชื่นมาก วิวทิวทัศน์สวยงามเมื่อมองไปรอบ ๆ จากเบื้องสูงแล้ว แวะถ่ายรูป จนเกือบ มืด เจอฝรั่งหนุ่ม คนหนึ่ง เข้ามาทัก ช่วยให้ถ่ายรูปให้ เขามาคนเดียว เขาก็เล่าว่า เขาเคยอยู่เมืองไทย ทางอีสาน มีแฟนคนไทย แต่เลิกกันแล้ว จึงพูดภาษาไทย ได้เยอะ ทีเดียว เขามาอยู่ปีนัง สอง อาทิตย์ ก็ไม่รู้เหมือนกัน มาอยู่ทำไมหลายวัน ขากลับก็กลับพร้อมกัน เขาตามมาด้วย จึงชวนกันเดิน เดิน แล้วก็เดิน ต่างคนคงต่างเกรงใจกัน เราอยากกินติ่มซำ แต่เขาอยากกลับบ้าน เขาอยากนั่งเท็กซี่ เพราะคอยรถเมล์นานจนนั่งหาวกัน แต่เราอยากนั่งรถเมล์ ก็เลยอดกินติ่มซำ ตามระเบียบ รู้งี้ไม่คุยด้วยก็ดีจริงมะเพื่อน ในที่สุดก็นั่งรถเมล์สาย เดิม กลับบ้าน 1 RM ระหว่างกลับบ้านมันมืดมากแล้ว ไม่รู้จะลงป้ายไหนดี ป้ายนี้ก็คุ้น ๆ ป้ายนั้นก็คุ้น ๆ แล้วมันป้ายไหนกันล่ะคะนี่ ในที่สุดลงป้ายท่าเรือดีแล้ว พวกเราเดินเข้าซอยเปรี่ยว มืดก็มืด แต่ไม่กลัวค่ะ ถึงมีคนคอยมองก็ตาม เราเดินกันวนรอบตึกตามซอย เพราะเกาะปีนัง ซอยเยอะมาก สี่แยกก็แยะ สามารถทะลุถึงกันได้ หลงค่ะ หลง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ พอดีเดินวกกลับมาอีก ข้างหน้าก็เป็นท่าเรืออีกนั่นแหล่ะ หลงแน่ค่ะ เผอิญไปเจอบริษัททัวร์รถ กำลังมีคนขึ้นรถทัวร์ ไม่รู้เหมือนกันว่าเดินทางไปไหนกัน จึงเข้าไปถามเถ้าแก่ในร้าน ก็ส่งภาพที่ถ่ายไว้ มีชื่อถนน อยู่ เขาเลยเขียนแผนที่ให้ ซึ่งหากเรา เดินย้อน กลับไป เลยสี่แยกไฟแดงไปอีกนิดเดียวก็ถึงบ้านแล้ว เพราะมันมืดน่ะค่ะ จึงหลง จึงถามเขาเรื่อง KL พรุ่งนี้ ก็เดาเอาว่า เขาคงรับ จองตั๋วรถทัวร์ ไป KL แน่เลย หลงคราวนี้ไม่เสียเที่ยวค่ะ จึงถามราคา เขาบอก 30 RM (เขาพูดไทยได้นิดหน่อย) เขาบอกให้พรุ่งนี้มา นะ คืนนี้ไปนอนหลับให้สบายแล้วกัน พวกเราก็ขอบคุณเขา แล้วเดินกลับที่พักทันที เลยสี่แยกไฟฟ้าป้ายแรก เลี้ยวซ้ายก็บ้านเราแล้วนะ ไปเจอร้านขายอาหารอินเดีย หิวค่ะ หิว วันนี้ เพิ่งได้กินข้าวจานเดียวเอง เกือบสี่ทุ่มแล้ว จึงชวนกันกินข้าว ก็เลยมองโต๊ะโน้นโต๊ะนี้ มองภาพโน้นภาพนี้ (ภาพอาหาร) บนฝาผนังค่ะ ราคาเท่าโน้นเท่านี้ สุดท้ายอยากกินของแปลกอีกแล้วค่ะ(เพราะไม่รู้จะกินอะไรนั่นเอง) สั่งเหมือนโต๊ะข้าง ๆ มองไปโต๊ะไหน ๆ ก็สั่งคล้าย ๆ กัน จึงสั่งชุดโรตีชุดใหญ่มาหนึ่งชุด มีโรตี มีแกงจิ้ม มีไก่ย่าง และสั่งข้าวกับ ไก่ทอด เพิ่มอีก 1 จาน แบ่งกันทานค่ะ เพื่อนสั่งน้ำมะม่วง 1 แก้ว เราสั่งน้ำเปล่า สองคนทานเกือบไม่หมด เพื่อนบอกว่า กิน ๆ ซะ เดี๋ยวโดยเหล่ หาว่าของเขาไม่อร่อย ๆ แต่แป้งโรตี อร่อยนะคะ หนานุ่มนิ่ม แต่น้ำจิ้มออกจะกลิ่นแรง มีเครื่องเทศมากมาย คล้าย ๆ แกงมัสมัน บ้านเราน่ะค่ะ น้ำมะม่วงก็รสชาติแปลก ๆ เพราะหิวน่ะค่ะ จึงเกือบหมด สองคนช่วยกัน ไม่งั้น เดี๋ยวโดนเหล่ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จำไว้นะ ทั้งหมด 14 RM ก็คนละ 7 RM จัดว่าไม่แพงเพราะได้ชิมของแปลก แต่ขอเป็นมื้อเดียวนะ ไม่เอาแล้ว มันแปลกเกินไป แต่อร่อยแป้งโรตี หากมีนม ข้นหวานนะ อร่อยเหาะเลยล่ะค่ะ ได้ถ่ายภาพร้านเก็บไว้ เพราะเดินไปอีกนิดก็ถึงโรงแรมแล้วค่ะ คราวหน้าจะได้ไม่หลงอีก กลับมาอาบน้ำ นอนหลับ วันนี้เพลียมากค่ะ เพราะนอนไม่พอตั้งแต่ขามา วันนี้เที่ยวคุ้มค่ามากเลยค่ะ ขอพักก่อนนะคะ ยังมีเรื่องที่อยากเล่าอีกนิดค่ะ คืออยากนอน ห้อง แอร์ แต่หนาวค่ะ นอนไม่หลับกัน เพราะผ้าห่มเขาให้ผืนเดียว ผืนบางมาก ยุ่ยบางมุม แบ่งกันคนละครึ่ง โชคดีติดผ้าห่ม ผืนเล็กมาด้วย แต่ก็ ไม่หายหนาวค่ะ เพราะเป็นคนติดผ้า จะหนาวจะร้อน ก็ต้องมีผ้ากอดที่หน้าอก เสมอ เพื่อนเดินไปเปิดแอร์ เปิดหน้าต่าง หมดเลย พอตกดึก ร้อนค่ะ ลุกขึ้นมาเปิดแอร์ แอร์เปิดไม่ได้ค่ะ ไม่มีรีโมท เพื่อนลงไปข้างล่าง ก็ไม่มีใครอยู่สักคน เวรกรรม ในที่สุดก็ต้องทน ๆ ไป อย่างนั้นแหล่ะ ตื่นมากลางดึก มองออกไปที่หน้าต่าง ก็เห็นหนุ่มตึกตรงข้ามหน้าต่าง มอง ๆ ไม่รู้พวกนั้น เขาทำอะไรกัน ได้ยินเหมือน เล่นโต๊ะสนุก หรืออะไร สักอย่างกันทั้งคืน ไม่สนใจหรอก ง่วงน่ะค่ะ อากาศเริ่มเย็นนิดหน่อย เพราะเริ่มจะสว่าง ๆ สรุป คืนนี้ก็เหมือนคืนแรก ที่นอนบนรถไฟ น่ะค่ะ อะไรหนักหนาก็ไม่รู้ค่ะ เสียเงินก็แพง แต่ไม่ได้ดังใจสักอย่าง เห้อ กรรม

เจดีย์ เจ็ด ชั้น ที่วัดเจ้าแม่กวนอิม
ชั้นบน
รถราง ขึ้นเขา ปีนังฮิล
อาหารแปลกของเราค่ะ

วันที่ 18 กรกฎาคม 2548  (เจาะปีนัง)

ตรงกับวันจันทร์ ค่ะ เหมือนตื่นแต่เช้าแต่งตัวจะไปทำงานเลยค่ะ แต่วันนี้เราจะไปเที่ยวกันต่อ เก็บเมืองปีนังให้ครบ เพราะเรามีแผนจะออกจากโรงแรมตอนเที่ยง เพื่อขึ้นรถไปกัวลาลัมเปอร์ ตอนบ่ายโมง เช้านี้ ออกจากโรงแรม 8.30 น. ไปจองตั๋วรถทัวร์ที่เรา ไปสอบถามเมื่อคืน (หากมาทางท่าเรือก็เดินมาที่ถนนเลี้ยวซ้ายซอยแรกมุมถนนขวามือ เมื่อข้ามถนน ไปเลยสี่แยก ไฟแดงแยกแลก เลี้ยวซ้าย ก็เป็น โรงแรม Plaza Hotel) เพิ่งฉลาดตอนเช้านี้เองค่ะ เดินกันอ้อมกันเยอะมาก เสียค่าตั๋วรถทัวร์คนละ 26 RM เป็นของ Super Nice เถ้าแก่ก็จองที่นั่งให้ทันที เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินเที่ยวกันต่อ วันนี้จะเดินเรียบชายทะเล เพื่อเที่ยวตาม จุดต่างๆ จุดแลกที่เราไปเจอคือ หอนาฬิกา Pesara King Edward เป็นหอสูง 60 ฟุต ซึ่งได้รับบริจาคจากเศรษฐีปีนังชื่อ Cheah Chen Eok ในปี 1897 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี พระราชินีวิคตอเรีย เดินต่อไปอีก ไปเจอ ป้อมปราการ Cornwallis ที่ย่าน Lebuh Light ป้อมปราการสร้างขึ้นเมื่อปี 1786 ปัจจุบันเป็นอัฒจันทร์กลางแจ้ง แกลอรี่ทางประวัติศาสตร์ ภายในจัดเป็นศูนย์หัตถกรรมของที่ระลึก ที่นี่มีปืน ใหญ่ที่มีชื่อเสียงของชาวดัช เสียค่าธรรมเนียมคนละ 3 RMนอกจากนี้ด้านใน มีห้องขังนักโทษ มีโดมกลางแจ้ง ด้วยค่ะ เห็นแล้วเกิด ไอเดียร ์พวกเราน่าจะลองสร้างโดมแบบนี้ใช้ดูบ้างนะ และเดินต่อไปดูพิพิธภัณฑ์ปีนัง Art Gallery ย่าน Lebuh Farquhar สร้างขึ้นในปี 1821 จัดแสดง ภาพถ่าย เก่า ๆ แผนที่ แผนผัง วัตถุโบราณทางประวัติศาสตร์ ยังจัดแสดงกริซของมาเลย์ เฟอร์นิเจอร์แบบจีน ผ้าปัก และ ภาพวาด เมือง ปีนังในสมัยก่อน เสียค่าธรรมเนียมคนละ 1 RM เวลาไม่พอแล้วค่ะ จึงเดินทางกลับ มาเจอร้านก๊วยเตี๋ยวคนจีน น่าอร่อยมาก เลยค่ะ มีเกี๊ยว มีบะหมี่กลม บะหมี่แบน มีหมูแดง ด้วย สั่งคนละชามค่ะ (3 RM) และชาดำเย็น กับ โอเลี้ยง (0.80 RM) บ้านเราจะน้ำใส แต่ที่นี่ น้ำแกงค่ะ ก็ของแปลกอีกนั่นแหล่ะ อร่อยเพราะหิวน่ะค่ะ มีน้ำส้มให้ปรุงด้วยนะคะ สองมื้อรวมกัน อิ่มเลยค่ะ เพื่อนหม่ำไม่หมด เส้นมันอืด ขากลับเจอวัดคนจีน เดินกลับโรงแรม check out ลากกระเป๋า เดิน เดิน ข้ามเรือ เห็นเรือ Star Cruises จอดอยู่กลางทะเลด้วย ไปฝั่ง butter worth สังเกตซ้ายมือ เป็นที่จอดรถทัวร์เยอะๆ ไปที่ช่อง super nice นำตั๋วไปยื่น แล้วนั่งคอย คอยเกือบครึ่งชั่วโมงน่ะค่ะ 13.30 น. รถจึงออก ภายในรถ เบาะใหญ่ค่ะ คนน้อยมาก นั่งสบาย เป็นรถ 27 ที่นั่ง ยังแวะให้เข้าห้องน้ำ ระหว่าง ทางด้วยค่ะ สองข้างทาง นิยมปลูก ต้นปาล์มอย่างเดียว เต็มไปหมด ใช้เวลา 5 ชั่วโมง ก็ถึง กัวลาลัมเปอร์ Kuala Lumpur หกโมงเย็นพอดีเลยค่ะ รถทัวร์ จอด ให้ลงตรงธนาคาร May Bank ซ้ายมือ เป็นจุดจอดรถให้ลงกัน ไม่จำเป็นต้องไปลงที่สถานี (หรือหมอชิตบ้านเรา) เดินตามเพื่อนอีกแล้วค่ะ ไปหาโรงแรม เดินนิดเดียวก็ถึงโรงแรม Backpackers ขึ้นไปสำรวจเป็นห้องพัดลมเตียงคู่คืนละ 30 RM ห้องแอร์ คืนละ 40 RM เราเลือก ห้องพัดลม เป็นห้องน้ำรวม แต่มีหลายห้อง เพราะกลัวไม่คุ้มน่ะค่ะ เดี๋ยวเป็นเหมือนคืนแรกที่ปีนัง และต้องการประหยัด ที่นี่ไม่มี ผ้าห่มให้ค่ะ หากใครมาเที่ยวมาเลย์ อย่าลืมพกผ้าห่มมา ด้วยนะคะ และก็มะนาวน้ำปลาด้วย น้ำพริกด้วยก็ดีค่ะ เราจองห้องสามคืน จ่ายไปคนละ 45 RM

Twin Tower ยามค่ำคืน
ถ่ายกับเจ้าบ้าน
ป้อมปืนหน้าชายหาด
บะหมี่เกี๊ยว

เมื่อ cheak in เรียบร้อยแล้ว ก็ขนกระเป๋าขึ้นห้อง อาบน้ำ เรียบร้อยก็ลงมาหาอาหารทานกัน เดินสำรวจไปรอบหนึ่ง สุดท้ายก็มาข้าง ๆ โรงแรม สั่งอาหารราดหน้าข้าง ๆ โรงแรม มีสองร้าน ร้านมาเลย์ ขายทั้งวัน อีกร้านขายกลางคืน เราเลือกร้านนี้ ชี้ไปโต๊ะอื่น เหมือนเคยน่ะค่ะ ไม่ได้เก่ง ภาษาสั่งอาหารอะไรหรอก ราดหน้า กับ ข้าวผัด (5RM) น้ำเก๊กฮวย (0.70RM) รสชาติจืดมาก อยากได้มะนาว แต่ไม่กล้าขอ (ราคาอาหารรู้สึก จะโดนบวกด้วยค่ะ) คืนนี้ เพื่อนพาไป ตึกแฝด ( Petronas Twin Towers) เป็นตึกคู่กัน มี 88 ชั้น สูง 452 เมตร มาดูแสงสีตึกยามค่ำคืน เดินทาง โดยรถไฟฟ้าใต้ดิน เสียคนละ 1.6 RM เริ่มจาก สถานี MasJid Jamek To KLCC (สถานีที่ 3) ออกจากสถานี แหงนขึ้นบนฟ้า โห ตึกอะไรสวยดี สูงจัง มองจนเหมื่อยคอเลย ก็เดินไปเรื่อย ๆ จนถึงหน้าตึก ส่วนเพื่อนเดินสำรวจทางอื่น จนได้มุมที่ดี ที่มีคนเยอะ ๆ ก็เลยเดินมาเรียก ต้องลงทุน นอน กับพื้นถ่าย เพราะสูงจริง ๆ เก็บภาพไม่หมดค่ะ เห็น KL Tower อยู่ไกลๆ อยู่นานพอสมควร ไว้ค่อยมาใหม่ เพื่อขึ้นบนตึก ไปชมวิว กลับโดยนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน กลับทางเดิม ก็คนละ 1.60 RM กลับถึงห้องพัก อาบน้ำอีกรอบ จะได้นอนสบาย คืนนี้คงหลับสบาย ล่ะนะ

วันที่ 19 กรกฎาคม 2548 (Genting สวนสนุก เมืองในหมอก คาสิโน)

เมื่อคืนหลับสบายค่ะ วันนี้โปรแกรม Genting ทั้งวันค่ะ เช้านี้ เลือกทานร้านมาเลย์ ข้างโรงแรม คราวนี้ไม่สั่งของแปลกค่ะ ขอเป็นข้าว กับ ปลาทอด แล้วกัน และน้ำอัดลม 1 กระป๋อง ก็ 7.5 RM (ฝั่งตรงข้ามคือสถานีรถทัวร์ หรือ หมอชิตบ้านเรานะคะ) เมื่อวานเราได้จอง ตั๋ว เรียบร้อยแล้ว ราคาคนละ 7.5 RM เป็นค่ารถ 3.5 RM เป็นค่ากระเช้า Genting Skyway 4 RM (ขาเดียว) ได้รอบ 8.30 น.เป็นของ Resorts World Tours ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ก็ถึงแล้วค่ะ ขากลับ มีรถออกทุก ๆ 1 ชม. ตอนแรกกะว่าจะจองกลับสัก บ่าย สามโมง ก็ลงมติกันว่า ไม่จองดีกว่า เผื่อติดหล่มทั้งวัน แต่ลืมดูว่ารถหมดกี่โมง ก็เดินตาม ๆ เขาไปน่ะค่ะ เดินตามลูกศร ขึ้นลิฟฟ์ อยู่ชั้น 3 ต่อคิวนั่งกระเช้าลอยฟ้า กัน หมุนเวียนกันไป มีเยอะค่ะ แป๊ปเดียวก็ได้นั่ง แต่นั่งนานมากค่ะ ระยะทางไกลทีเดียว ไม่เคยนั่งนานขนาดนี้เลย บรรยากาศข้างล่าง ก็หวานเสียวดีค่ะ เหวทั้งนั้น ตกไปไม่เหลือ รวม ๆ แล้ว ตื่นเต้นมากค่ะ ถ่ายภาพเพลินเลยค่ะ วีดีโอ ด้วย ยิ่งสูงยิ่งมีหมอกหนาขึ้นเรื่อย ๆ ตึกสูงเด่นสีขาวอยู่ข้างหน้า สร้างบนภูเขาได้ไง พอลงจากกระเช้า เดินเข้าภายในตึก มีของตื่นตามากมายเช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม และคาสิโน เล็งไว้ค่ะ เล็งไว้ เราไปที่สวนสนุกก่อนเลยค่ะ เดินตามลูกศร อีกแล้วค่ะ พอได้ออกจากตึกเท่านั้นเองคะ หมอกหนาอากาศ เย็นมาก เมืองในหมอก ก็ที่นี่เองคะ ตั้งแต่เคยได้สัมผัสมา ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวมา ทุกคนใส่กันหมด ยกเว้นเรา มีผ้าพันคอผืนเดียว ทนได้ค่ะทนได้ วันนี้คนเยอะมาก ต่อแถวกันยาวทีเดียว เลยให้เพื่อนเข้าคิวซื้อ เพราะเราหนาวแล้ว ขอหลบเข้าร้านก่อน เราเลือกแบบ Outdoor Trill Rides ราคา 30 RM คือได้เล่นทุกอย่างตามรายการที่แสดงไว้หน้าบอร์ด แต่บางอย่างต้องซื้อภายในสวนสนุก เช่น super man เมื่อได้ตั๋ว ก็เข้าไป จะได้สติ๊กเก้อร์ พันข้อมือด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อแสดงว่า เราสามารถเล่นได้ทุกอย่างกี่รอบก็ได้ ตามที่ได้แจ้งไว้ อากาศหนาวมากค่ะ แต่ละคน ก็ไม่เกี่ยงค่ะ เล่นทั้งหนาว ๆ นั่นแหล่ะ สักพักก็มีแดดออกบ้าง สลับกันไป จึงทนได้ค่ะ เราเลือกเล่นรอบ เดียวก็พอค่ะ ก็ไม่รู้ว่าจะ ทรมานตัวเอง ไปทำไม ทั้งหวาดเสียว ใจหาย ใจหล่น ไปไหนก็ไม่รู้ค่ะ หวีดเสียง วี๊ดว๊าย ระบายความเสียว ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ รถไฟเหาะตีลังกา ฯลฯ เพราะไม่รู้จักชื่อน่ะค่ะ ได้ลองเล่น ยิงธนูด้วยค่ะ คนละ 10 RM 10 ดอก เป้ากระจายค่ะ เริ่มเบื่อแล้วค่ะ ความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้นในใจทันที กลับกันเหอะน้อง คุ้มแล้วล่ะ เป้าหมายต่อไปคือ หาของหม่ำค่ะ ที่นี่อาหารแพงเท่าตัวเลยทีเดียว คนละ 11 RM แต่อร่อยกว่า ทุกมื้อ ที่ได้ทานที่มาเลย์ ก็ว่าได้ เริ่มมีข้าวมันไก่อบ ข้าวแกงต่าง ๆ มีเครื่องปรุงหลากหลายให้เลือก จัดว่ายังไงก็ต้องทานค่ะ ไม่เสียดายตังค์หรอกค่ะ ท้องอิ่มแล้ว ก็ไปแลกเงินเพิ่มคนละ 1,100 บาท ได้มา 98.50 RM ( 1RM=11.17บาท) ซึ่งแพงกว่าแลกที่ด่าน เวลายังเหลือค่ะ เข้าไปหาความรู้กัน สักหน่อย ฝากของไว้ที่ตู้เหล็ก แลกเงินคนละ 10 RM ได้มา คนละ 10 เหรียญ โน่นเลยค่ะ ตู้ slot กดทีละหนึ่งแต้ม จะได้หมดช้า ๆ กดไปกดมา งง ค่ะ เล่นไม่เป็น เล่นไปเล่นมา เริ่มพอเข้าใจ ได้โบนัสบ้าง เสียบ้าง เขาบอกกัน ว่าคนเล่น ไม่เป็นมักจะได้ จริงๆ ค่ะ อีท่าไหน ไม่ทราบ ได้โบนัส เพียบ พอกดตังค์ออก ได้มา 40 เหรียญ หรือ สี่ร้อยสี่สิบบาทบ้านเรา ก็เลยเล่นไปเรื่อย ๆ ก็ได้มาอีก 10 เหรียญ ส่วนเพื่อน ได้บ้างเสียบ้าง หมุนเวียนกันไป เพราะเพื่อนจะเล่นแพงกว่าของเรา เรามักน้อยน่ะค่ะ กดทีละแต้ม แค่สนุก ๆ คนข้าง ๆ ไม่รู้เขาลงทุน เท่าไหร ่นะ ได้มา 1,600 RM เหรียญตกดังสนั่นเลย คนมองเป็นแถว เพลินค่ะ ไม่ได้ดูเวลา เพื่อนเดินมาเตือน แต่ก็แลกเงินไปเล่นต่อ ก็ไม่ได้นึก อะไร ค่ะ เพื่อนบอกไม่ต้องกลับแล้ว ค้างที่นี่แหล่ะ ไม่เอา จะกลับ เลย เดินไปถาม คนขายน้ำ ได้ใจความว่า รถหมด หนึ่งทุ่ม กับ สี่ทุ่ม หากเรา กลับตอนนี้ เราก็จะได้รอบ หกโมงเย็น กลับกันดีกว่านะ นะ อย่างอนเลย ขอร้องแหล่ะ โดยนั่งกระเช้ากลับ เสียคนละ 4RM มาถึงที่รถ รีบจองตั๋วก่อนเลย พวกเราได้รถรอบ หนึ่งทุ่มตรง รถหมดสองทุ่ม อีกบริษัทหนึ่งหมดสี่ทุ่ม กลับมาถึงที่พัก เราขอตัวไป supper market จะไปตุนมะนาว น้ำปลา ผลไม้ น้ำดื่ม เพื่อนขอตัวขึ้นนอน เพราะปวดหัว super market ปิดอีกแล้วค่ะ ทำไมปิดไวจัง ได้ยาแก้ไข น้ำดื่มขวดใหญ่ที่ seven (2.5RM) ใกล้ ที่พัก แล้วแวะ กินราดหน้าข้างโรงแรม คราวนี้ เดินเข้าครัวเลยค่ะ ชี้ มะนาวผลส้มจี๊ด เขาก็ใจดีนะ ให้มาสามเสี่ยว เล็กๆ มื้อนี้อร่อยได้ค่ะ คราวนี้ราคา 4RM ราคาไม่เท่ากันสักมื้อเลยค่ะ (ยอมค่ะหนูยอมหมดแหล่ะ เพราะเถียง ใครไม่เป็น) ขึ้นห้องอาบน้ำนอน เพื่อนปวดหัวน่ะค่ะ เลยให้กินยาอีกเม็ด คงช่วยได้บ้าง

ก้นลอยเลยค่ะ ใจหายไปเลย
รถไฟเหาะ
super man ต้องจ่ายเพิ่ม 20RM
Skyway ยาวเป็น กม.
ท่าสวยไว้ก่อน
เป้ากระจายค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
ท่าสวยไว้ก่อน
มื้อแรกที่อร่อยและแพงที่สุด

วันที่ 20 กรกฎาคม 2548 (ชมวิวบนตึกแฝด Twin Tower เมืองใหม่ KL Tower)

เมื่อคืนหลับสบายค่ะ เพื่อนก็สบายแล้วค่ะ 7.30 น. ลงจากห้องพัก เช้านี้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนค่ะ ก็เดินทางรถไฟฟ้าใต้ดิน ไปสถานี KLCC กันอีกครั้ง เพื่อไปต่อคิวเข้าแถวเข้าชมวิวบนตึกแฝด (ฟรี) ได้รอบ 9.15 น. ได้ชมแค่ 10 นาทีเองค่ะ จึงเรียบเก็บภาพกัน วันนี้เราแยกกับเพื่อน ไปเที่ยว กันเอง เพื่อนไปเที่ยวเมืองใหม่ปูตราจาย่า กะไซเบอร์จาย่า โดยนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปแล้วต่อด้วยรถบัส นัดกันไว้ว่า สี่โมงเย็นเจอกันที่โรงแรม หากไม่เจอก็ตัวใครตัวมัน สำหรับช่วงบ่ายนี้ เพราะนัดกันว่า จะไป KL Tower พร้อมกัน เพื่อนก็ไม่แน่ใจว่า จะหลงและกลับมาทันหรือเปล่า ส่วนเรากลับมาที่พักแล้วไป เดินถ่ายรูปที่หอนาฬิกาใหม่ ชมรอบ ๆ เมือง KL ตามจุดต่าง ๆ ที่มีรถทัวร์มาลง บ่ายสอง จึงเดินกลับเพราะอากาศร้อนมาก แดดแรง ได้ขาตั้งกล้องช่วยได้มากทีเดียว ก็ถ่ายรูปตัวเองไงคะ จนอะไหล่กล้องหลุดเลยค่ะ ใช้ไม่ได้ขานึง นั่งแป๋วเลย ซ่อมใช้ชั่วคราวไปก่อน แวะไป super market ใหม่ หวังที่จะหา มะนาว น้ำปลา ให้ได้ สรุป ย่านนี้ ไม่มี super market อย่างที่เราตั้งใจค่ะ ได้แค่ แอปเปิ้ล น้ำดื่ม และขนมปัง แวะทาน KFC ก่อนขึ้นห้องพักผ่อน เพราะเพลียแดด หลับไปสองชั่วโมง ตื่นขึ้นมาเพื่อนยังมาไม่ถึงเลย เลยตัดสินใจไป KL Tower คนเดียว โดยเดินตามแผนที่ นั่งรถเมล์สาย 60 ลง สี่แยก คนขับรถบอกให้ลงน่ะค่ะ เพราะสั่งไว้ หากถึงให้บอกด้วย ก็เดินไปตามถนน ผ่านประตูทางเข้า พอดีมีรถตู้มาจอดบริการฟรี ก็เลยขึ้น เสียค่าบริการเข้า KL Tower คนละ 15 RM เปิดบริการ ตั้งแต่เวลา เก้าโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม มีพนักงานคอย ต้อนรับอย่างดี บริการลิฟฟ์ให้ด้วย เปิดมาอีก ทีก็อยู่ชั้นบน มีเจ้าหน้าที่ คอยต้อนรับอีกเช่นกัน เขาจะถามว่า เป็นคนชาติไหน ทำนองนี้ ก็งง ๆ คิดว่าโดนสัมภาษณ์ จริง ๆ แล้ว เขาจะให้ชุด ฟังบรรยาย ภาคภาษาต่าง ๆ นั่นเอง เขาสอนวิธีใช้ให้เรา และก็กดไปเรื่อย ๆ เพื่อฟังคำบรรยาย ณ จุด นั้น ๆ รอบ ๆ แต่ละจุด จะมองวิว ได้ไกลมาก ก็จะบรรยายเป็นภาษาไทย ไป เรื่อย ๆ เราเที่ยว KL เราไม่มีคู่มือภาษาไทย เสียด้วย ทริปนี้ จึงเขียนความรู้ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านน้อยหน่อยน่ะค่ะ จริง ๆ แล้ว หากใครมาที่ KL แนะนำ ให้มาที่ KL Tower ก่อนเลย เพราะอยู่ไม่ไกล จากที่พักเลยค่ะ เดินทางแค่สิบนาทีก็ถึงแล้ว อย่างน้อยก็พอมีความรู้บ้างน่ะค่ะ เราใช้เวลาอยู่ที่นี่เกือบสอง ชั่วโมง เผื่อเจอเพื่อนด้วย หกโมงเย็นก็เดินเท้า กลับที่พัก กลับมาเจอเพื่อนพอดี ก็ชวนกันไป ซื้อตั๋ว ที่ฝั่งตรงข้าม เพื่อไป Melaka ได้ราคา 9.5 RM เย็นแล้วไปหาของแปลกทานกันดีกว่า ก็ไม่พ้นร้านมาเลย์อีกล่ะค่ะ ไปกินลูกชิ้นต้ม ข้าวผัด กลับมา writer CD เล่นเน็ตข้าง ๆ โรงแรมนั่นแหล่ะ ค่า writer 10RM ค่า internet 4 RM per hour เล่นแค่ครึ่งชั่วโมง คอย writer CD เท่านั้น กลับมาที่พัก อาบน้ำ นั่งเขียน post card ห้าทุ่มก็นอนกันค่ะ อยู่ KL สามคืน นอนหลับสนิททุกคืนเลยค่ะ

Twin Tower กลางวัน
รอบ ๆ เมือง KL
จุดที่ให้ชมวิว เชื่อมระหว่างสองตึก
เป็นสัญลักษณ์ของปุตราจาย่า

 

วันที่ 21 กรกฎาคม 2548 (ไป Melaka ชมเมือง นั่งรถสามล้อถีบ)

เช้านี้ ตื่นสาย เพื่อนไป KL Tower คนเดียว จัดกระเป๋าเรียบร้อยแล้วลงมากินข้าวเช้า ข้าวไก่ทอด อีกร้านนึง ที่อยู่ห่างออกไป เพราะไม่อยากกินร้านข้างโรงแรมแล้ว แต่ก็หนีไม่พ้นร้านมาเลย์ อยู่ดีค่ะ เดินไปส่ง post card ที่หน้า May Bank

ชุดฟังบรรยายมีหลายภาษา
ตึก KL Tower
 

เวลาเหลือมาเช็ค ซีดี เพื่อความชัวร์ และ เล่น internet ครึ่งชั่วโมง คอยเพื่อนบนห้องพัก ห้าโมงครึ่ง check out เดินไปที่สถานีรถทัวร์ ฝั่งตรงข้าม เพื่อไปนั่งรถทัวร์ รอบ เที่ยงตรง ไป มะละกา ระหว่างทาง เจอแต่ต้นปาล์ม อีกแล้วค่ะ สองชั่วโมง บ่ายสองพอดีก็ถึง เมือง มะละกา หรือ Melaka รถมาจอดที่สถานีรถทัวร์เหมือนกัน แต่ที่นี่ดูไม่วุ่นวาย สบายตากว่าเยอะ เราสองคน หาบริษัททัวร์ เพื่อจองตั๋วรถไป สิงคโปร์ ได้บริษัท Malacca Singapore Expree วิ่งตรง ออกทุก 1 ชั่วโมง จองเที่ยว สิบโมงเช้าไว้ ราคาคนละ 16.30 RM พอดีเจอผู้ชายคนหนึ่ง ให้แผนที่แนะนำโรงแรมเขา พร้อมอธิบาย ว่าใกล้สถานที่ท่องเที่ยว โดยนั่งรถเมล์ สาย 17 เพื่อเข้าเมือง ก็ไม่เคยมานี่นา ก็ไปตามเขาบอกน่ะค่ะ ก็นั่งสาย 17 เข้าเมือง พอใกล้เข้าเมืองแล้ว ก็เริ่มกระวนกระวายแล้วค่ะ ไม่รู้จะลงตรงไหนดี เลยเรียกคนขับรถ คนขับรถก็เรียกกระเป๋ารถเมล์ เหมือนรู้ทันน่ะค่ะ ว่าเราจะถามอะไร บอกว่ายังไม่ถึง พอถึงเขาก็เรียกให้ลง เดินไปตามแผนที่ที่เขาให้ไว้ ชื่อ โรงแรม Guest Hotel ราคา 30 RM เตียงคู่ ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว มีโคมไฟให้หลายดวง โอเคค่ะ ห้องกว้างกว่า ที่ KL เยอะเลยค่ะ มีห้องครัวรวมให้ด้วยค่ะ

ช่วงบ่ายวันนี้ เราเดินเที่ยวตามคู่มือฉบับภาษาไทย ตามแผนที่ เริ่มจาก พิพิธภัณฑ์ทะเล ถูกสร้างหลังจาก โพลร์ เดอ ลา มาร์ เรือโปรตุเกสจม ลงในช่องแคบมะละกาบนเส้นทางไปโปรตุเกส จากนั้นก็เดินย้อนกลับมาเที่ยว จุดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวระแวกเดียวกัน ซึ่งห่างไม่ไกลกันนัก โดยเริ่มจาก พิพิธภัณฑ์รัคยัต , ป้อม เอ ฟาโมซา เป็นเครื่องหมายของมะละกา โบถส์เซนต์พอล เป็นสถานฝังศพของผู้มีเกียรติและผู้กล้าหาญ ตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราช สร้างขึ้น ค.ศ.1912 เคยเป็นมะละกาคลับ เวลานี้เป็นการแสดงอันล้ำค่าในการดิ้นรนต่อสู้ เพื่อได้มา ซึ่งความเป็น เอกราชของประเทศ งานแสดงอยู่ในรูปของสิ่งประดิฐษ์ ฯลฯ พระราชวังสุลตาเน็ตมะละกา ทำด้วยไม้ เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ วัฒนธรรมของมะละกา สุสานชาวดัทซ์ สแตดฮุย, โบสถ์คริสต์ พิพิธภัณฑ์เยาวชนมาเลเซีย ,โบถส์เซนต์ฟรานซิส เซเวียร์ มีอีกมากมาย เดินตามแผน ที่เมืองมะละกาเลย หากต้องการทราบราย ละเอียด มากกว่านี้ สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่คู่มือเมืองมะละกานะคะ ตลอดระยะทางที่เราได้เดินสำรวจตามเส้นทางต่าง ๆ จะมีรถสามล้อถีบ มาคอยวนเวียนถามตลอดเลยค่ะ พรุ่งนี้เราจะใช้บริการชมเมือง วันนี้เราเดินเท้าไปก่อนนะคะ มืดแล้วค่ะ ยังเก็บไม่หมด แต่ก็เต็มที่แล้วค่ะ เดินไปเดินมา ไปเจอร้านอาหารชื่อดังร้านหนึ่งค่ะ Restoran Famosa Chicken Rice Ball เพื่อนดีใจ ออกหน้าออกตา มากเลยค่ะ ได้กินของชื่อดังตามคำบอกเล่า มาเมืองมะละกา ต้องได้กินของอร่อยๆที่นี่ และต้องนั่งรถสามล้อถีบ หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ถือว่ามาไม่ถึงเมืองมะละกา สั่งหลายเมนูเลยค่ะสั่งแบบโมโหหิว ข้าวมันไก่ เขาจะเอา ข้าว ปั้นเป็นลูก ๆ คล้าย ๆ ลูกชิ้น แต่ไม่ใช่ลูกชิ้นนะคะ เวลากินต้อง แบ่งครึ่ง ไม่งั้น ล่วงแน่ค่ะ ใครจะนำไอเดียร์ ไปทำที่เมืองไทยก็ย่อม ได้นะคะ บ้านเราน้ำจิ้ม เด็ดกว่าใคร อยู่แล้วค่ะ วันนี้ได้สั่งผักผัดน้ำมันหอย มาหม่ำ ให้หายยากส์ไปเลยค่ะ ที่มาเลย์ ผักหาทานยากส์ แพงไป ทุกอย่างม้างค่ะ เรื่องอาหารการกินเนี่ย มื้อนี้อิ่มค่ะ อิ่มอย่างหมู เลยค่ะ ตกคนละ 16RM คืนนี้ขากลับเราแวะซื้อเสบียงที่ super market Giant ที่มะละกามี super ด้วยค่ะ เข้าไปซื้อ น้ำดื่ม ตุน ไปสิงคโปร์ คนละขวดสองขวด คืนนี้หลับสบายอีกแล้วค่ะ

พระราชวังสุลตาเน็ตมะละกา
ตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราช
พิพิธภัณฑ์รัคยัต
Restoran Famosa Chicken Rice Ball

วันที่ 22 กรกฎาคม 2548 (นั่งรถสามล้อถีบ เดินทางไปสิงคโปร์)

วันนี้ตื่นสายอีกแล้วค่ะ โชคดีที่จัดกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว แปดโมงเช้า ออกจากโรงแรม เดินไปหารถสามล้อถีบ เช้าเกินไป รถสามล้อไม่มีเลยค่ะเดินไปเรื่อย ๆ ไปเจอลุงหน้าตึกอนุสรณ์ฯ จะมีผู้คนมาออกกำลังกายกันมากมาย มีรถลุงคันเดียวเองค่ะ

พิพิธภัณฑ์ทางทะเล
รถสามล้อถีบ
โฉมหน้าคุณลุงอารมณ์ดี
นกขุนทองคู่ใจ

ตกลงราคากับลุง ชั่วโมงละ 30 RM ก็โอเค เลยค่ะ เพราะเรารีบ ลุงก็พา ไปเรื่อยๆ ได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บ ๆ จ๊าบ ๆ มาแต่ไกล ลุงพาแวะ บางจุด ที่เรายังไม่เคยเข้าไปข้างใน ได้แต่ยื่นถ่ายด้านนอกเพราะมันมืดแล้ว ได้ไปเห็น เจ้าของเสียง จิ๊บ ๆ จ๊าบ ๆ ของเจ้านกขุนทอง ข้างหลังรถ ของลุง ก็เข้าไปถ่ายรูป รถสามล้อคันอื่นจะมีเสียงเพลงจากวิทยุฯ แต่ร ถ ของลุง มีนกขับกล่อมค่ะ ตลกดี เวลารถหยุดมันไม่ร้องนะคะ แต่เวลา รถเคลื่อน มันก็ส่งเสียงร้องไปเรื่อย ๆ

ลุงพามันออกจากกรง ดีดนิ้วทีเดียว มันก็บินออกจากกรง เดินไปเดินมา เกาะบ่าลุงบ้าง ลุงให้เกาะพวกเราบ้าง แล้วลุงก็เรียกเข้ากรงค่ะ มันก็ทำหน้าที่ของมันไป ลุงก็ทำหน้าที่ของลุงไป 1 ชั่วโมงผ่านไป ลุงพามาส่งที่โรงแรม พวกเราจ่ายเงิน ลุงได้ลูกค้าอีกแล้วค่ะ เป็นสองสาวฝรั่ง พวกเราวิ่งขึ้นห้อง ไปเก็บกระเป๋าลงจากห้อง ลากกระเป๋าเดินหาป้ายรถเมล์ พอดีเจอแท็กซี่ เพื่อนถามราคา 12 RM ราคาไม่แพง จึงให้ไปส่งที่ สถานีรถทัวร์ เหลือเวลาอีกแค่ 20 นาที จึงไม่มีเวลาหม่ำข้าวเช้า เลยซื้อ ขนมปัง กับ น้ำส้ม ขึ้นไปหม่ำบนรถทัวร์ รถทัวร์ ออก เวลา ห้าโมงตรง

เที่ยงตรง รถก็แวะจอด ยี่สิบนาที ให้ทานข้าวเข้าห้องน้ำ ก็เลยสั่งก๊วยเตี๋ยวหน้าตาแปลก ๆ มาทานกัน เป็นมื้อสุดท้ายที่เรา จะได้ชิมรส อาหาร ประเทศมาเลเซียแล้ว

บ่ายโมงสี่สิบนาที รถทัวร์ให้ลงไป ทำพิธีด่านมาเลย์ ปั้ม pass port ออกประเทศ

บ่ายสองโมงตรง ถึงด่านสิงคโปร์ ทำพิธีตรวจคนเข้าเมือง โดยต้องเอาสัมภาระทั้งหมดลงไปด้วย ผ่านเครื่องเอ็กเรย์ต่าง ๆ เสร็จแล้วก็ไปที่รถทัวร์คันเดิม บ่ายสองโมงครึ่ง ก็เดินทางต่อ รถทัวร์พาไปจอดที่สถานีจอดรถ ณ เมือง สิงคโปร์ พวกเราไม่มีเงินสิงคโปร์เลย เพื่อนมีเงินริงกิตติดตัวมาบ้าง จึงแลกกับช่องขายตั๋วรถทัวร์ ก็พากัน นั่งรถเมล์สาย 133 คนละ 1 เหรียญ (25บาท) ไปลง Bugis เป้าหมายหลักของเราอยู่ที่นั่น เดินหาโรงแรม ปรากฎว่าเต็ม จึงได้โรงแรม Beach Hotel ต่อรองแล้วได้ ราคา 75 เหรียญ สามคืน จากราคาปกติคืนละ 110 เหรียญ ไม่รู้เขาโม้เปล่านะ แต่เขาติดหน้าร้านไว้ 110 จริงๆ เราได้ราคา 75 เหรียญหรือประมาณ 1,900บาท ต่อคืนต่อห้อง เป็นห้องแอร์ ห้องน้ำในตัว มีผ้าห่มให้อย่างดี มีน้ำอุ่น โทรทัศน์ ตู้เย็น กาต้มน้ำร้อน แก้วน้ำ ฯ เพื่อนไม่อยากเดินหาอีกแล้ว เราก็ว่ามันแพงที่เราตั้งไว้ แต่ก็ต้องยอม เพราะเหลือเป็นห้องสุดท้ายเหมือนกัน เมื่อตกลงราคาได้อย่างไม่ค่อย happy เท่าไหร่ ก็ขึ้นห้อง วันนี้ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ ออกมาเดินเที่ยวต่อ ก่อนอื่นมาแลกเงินสิงคโปร์ก่อนค่ะ แลก 8,000 บาท ได้แค่สามร้อยกว่าเหรียญเองคะ บ่ายนี้เดินเที่ยวค่ะ ตามแผนที่ ที่ได้มาจากโรงแรม เป้าหมาย คือ Merlion ชายทะเล ตึกทุเรียน เจอกลุ่มทัวร์คนไทยเพียบเลยค่ะ มาเป็นคณะ เดินเที่ยวไปเรื่อย ๆ จนมืด กลับมาหาอาหารใต้อาคาร ตกมื้อละ 100 บาท มีตั้งแต่ 2.5 เหรียญ และหาห้างคาร์ฟูร์ เข้า super market ตุนเครื่องดื่ม น้ำส้ม น้ำแป๊ปซี่ ส้ม ชาเขียว มาใส่ตู้เย็น กลับมาอาบน้ำอุ่น คืนนี้นอนไม่ดึกเท่าไหร่

ยามค่ำคืน
ยามกลางวัน
ผมหล่อล่ะซิ
ผมก็หล่อนะ

วันที่ 23 กรกฎาคม 2548 ( เกาะ Sentosa)

ออกจากโรงแรม เดินไปสถานี bugis ซื้อ card 2.5 เหรียญ ไปลงที่สถานี Harbour Front ก่อนออกจากสถานีอย่าลืมคืน card จะได้เงินคืน 1 เหรียญค่ะ เดินไปตามป้าย cable car เราซื้อไปกลับ คนละ 11.90 เหรียญ กระเช้าหมดเวลา 21.00 น. การแสดงแสงสีน้ำพุเต้นระบำมี รอบ 19.40 น. ซึ่งทันต่อการนั่ง cable car กลับค่ะ เราใช้เวลาทั้งวันที่ เกาะ Sentosa ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ได้มาเที่ยวสิงคโปร์ จึงไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ ได้นำแผนที่เกาะ sentosa มาดู เราก็ใช้เวลาทั้งวันที่นี่ เที่ยวให้ครบ under water world นั่งรถชมเกาะ ไปชาดหาด ซึ่งยังไม่เคยไป สวยดีคะ นั่งรถรางเรียบชายหาดไปเรื่อย ๆ อยากลงจุดไหนก็ลงเลย เพื่อนไปดูปลาโลมา เราจึงลงที่สะพานแขวน คอยเพื่อนมาหา ดูการแสดงต่าง ๆ เช่นโชว์นก ตบท้ายด้วยการแสดงแสงสีเสียง น้ำพุดนตรี ซึ่งได้ถ่ายวีดีโอจนจบ เป้าหมายหลักที่อยากมาที่นี่อีกครั้ง และประทับใจชายหาดที่มีสะพานแขวนเชือก หากมากับทัวร์ จะไม่มีใครได้มาที่นี่ค่ะ การแสดงจบ ก็รีบเดินมาขึ้น cable car กลับทางเดิม และนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับโรงแรม คืนนี้กลับมากินมาม่าที่โรงแรม ผลไม้ เครื่องดื่ม คืนนี้หลับสบายอีกแล้วคะ

การแสดงน้ำพุดนตรี
การแสดงนักเรียนลานน้ำพุ
สวนนกจูล่ง
สะพานแขวนเชือกที่ Sentosa

วันที่ 24 กรกฎาคม 2548 (สวนนกจูล่ง ไนส์ซาฟารีเวิร์ล)

วันนี้จะไปสวนนกจูล่ง โดยนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน จาก bugis ลง ที่ boonlay ต่อรถเมล์สาย 194 คนละ 1 เหรียญ เข้าสวนนกจูล่ง คนละ 14 เหรียญ เดินเที่ยวตามแผนที่ มีการแสดงต่าง ๆ มากมาย เราใช้เวลาที่นี่จนบ่ายโมง เดินทางกลับ ทางเดิม แต่ลงสถานี orchard เพื่อดูของฝาก อยากได้ กล้องใหม่มาก ๆ ทริปนี้มาแบบกระทันหัน ไม่ได้เตรียมเก็บเงินไว้ จึงอดตามระเบียบ ไว้ไปซื้อเมืองไทยดีกว่า รู้สึกว่า ราคาไม่ต่างเท่า ไหร่นัก ซึ่งเมื่อสองปีก่อน เคยมาซื้อ ได้ราคาถูกกว่าตั้ง สี่สิบเปอร์เซ็นต์ เดินจนถึงเย็นก็กลับโรงแรม ได้ของมานิดหน่อย ฝากเพื่อน ๆ ส่วนเพื่อน ได้ของเพียบฝากเพื่อน ฝากญาติพี่น้อง หมดไปหลายตังค์เลย แวะกินข้าวข้างโรงแรม ราคาไม่แพง เท่า ๆ กับ ใต้อาคาร ไม่ต้องเดินไกลเลยค่ะ ใกล้ ๆ ที่พักก็มีอาหารให้ทานกัน รู้งี้เมื่อคืนวานมานั่งกินดีกว่า เข้าห้องพัก สักพักเพื่อนก็เดินทางไป ไนส์ซาฟารีเวอร์ล ต่อ ส่วนเรา เฝ้าห้อง จัดของนอนคอยเพื่อน กลับมา ดูหนังอินเดีย หนังหรั่ง จบไปหลายเรื่อง เพื่อนกลับมาจึงชวนเพื่อนดูต่อ ละคร อินเดีย วิ่งกันไปวิ่งกันมา สนุกดีคะ คืนนี้นอนหลับสบายอีกแล้ว มีน้ำอุ่น มีห้องแอร์

วันที่ 25 กรกฎาคม 2548 (สนามบิน changki To Bangkok of Thailand)

สิบโมงเช้า check out ไปคืนกุญแจ แล้วเดินทาง ไป สถานี bugis ไปลง สถานี changki เครื่องบิน Tiger Air ออก เวลา 12.50 น. ถึง ดอนเมือง 14.30. น. แยกย้ายกับเพื่อน นั่งเท็กซี่กลับบ้าน ถึงบ้าน รื้อกระเป๋าทันทีค่ะ

ทริปนี้ หลายวันหน่อยค่ะ ได้เที่ยวลำพังกันแค่สองคน ไม่เคยเที่ยวแบบนี้ค่ะ รู้สึกว่าได้ ผจญภัย หลายอย่าง ก็ไม่น่ากลัว มีเพื่อนที่น่ารัก ชื่อ น้อง อันปลั๊ค เป็นเพื่อนร่วมทางไปด้วย ไม่เหงาเลยค่ะ สนุกที่ได้ออกเดินทาง ยิ่งต่างประเทศ ต่างบ้านต่างเมือง ก็ยิ่งตื่นเต้นเป็นเรื่องปกติ แต่ยังไงก็สู่ที่บ้านเราไม่ได้หรอกจริงไหม๊คะ ไม่ต้องเดินหา มะนาว น้ำปลา ให้วุ่นวาย ในครัวบ้านเราก็มี ตามร้านค้าบ้านเราก็มี ขอกันดีด ีเขาก็ให้ด้วยความเต็มใจ ส่วนต่างบ้านต่างเมือง จะขอเขาก็เกรงใจ กลัวเขาใส่ยาพิษให้กินแทน ทานไม่หมดก็กลัวเขาด่าตามหลัง น้ำดื่มก็ต้องตุนจากชายแดนไป น้ำดื่มอะไรไม่รู้ค่ะ ราคา 50 บาท ก็ที่สิงคโปร์นี่แหล่ะค่ะ (บ้านเรา สิบกว่าบาท) ต่อไปคง ได้เที่ยวลำพัง บ่อยขึ้น ขอเป็นเมืองไทย ก่อน ความฝันสูงสุดคือชะโงกทัวร์ยุโรป ฝันมาตั้งแต่เริ่มออกเที่ยว คงไม่เที่ยวเอง กลัวหลงค่ะ

ความเป็นอิสระเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แต่อีกด้านที่ยังมืดยังคงหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้

mamgapee……………… เล่าเรื่อง

น้อง...................................ภาพ ผู้ก่อเริ่มทริปนี้ขึ้นมาด้วยความท้าทาย บ้าบิ่น อะไรไม่ทราบค่ะ ต้องถามเจ้าตัวเขาเอง

สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีเรื่องเล่าประทับใจ อยากเล่าสู่กันฟัง สามารถส่งเรื่องเข้ามาได้ที่ chaleeporn@trekkerhut.com พร้อมภาพประทับใจ

อ้อ!!!! อย่าลืม ส่งที่อยู่ พร้อมนามปากกามาด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ