4
วัน 3 คืน ที่ โมโกจู ความทรงจำที่ไม่มีวันลืม
โมโกจู
ฟังดูอาจแปลก มันคืออะไรและอยู่ที่ไหนกัน โมโกจูเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์
โมโกจู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า เหมือนฝนจะตก เนื่องจากบนยอดเขามักถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกและมีอากาศหนาวเย็นตลอดเวลา
มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชรและอำเภอแม่วงก์
และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ ยอดเขาโมโกจู สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ
1,964 เมตร เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของการพิชิตยอดโมโกจู
ทางเดียวที่จะไปสู่ยอดโมโกจู คือการเดินเท้าเท่านั้น และเชื่อว่ายอดโมโกจูคือความใฝ่ฝันของนักเดินทางที่ต้องไปพิชิตมันสักครั้งให้ได้
บ้างก็ว่าต้องใช้ระยะเวลา 4-5 วันกับการพิชิตยอดสูงสุด บ้างก็ว่าระยะทางวัดทางอากาศประมาณ
30 กิโลเมตร และบ้างก็ว่าระยะทางที่เดินไปกลับร่วม 60 กิโลเมตร
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจจากความสวยงามจากภาพถ่ายของใครต่อใครที่เป็นหนึ่งในผู้พิชิตยอดโมโกจู
หินเรือใบรูปทรงแปลกตา กับภาพทะเลหมอก ที่ไม่เหมือนที่ใด ทะเลหมอกไหลไปสู่ยอดตาอุโจ
มุมมองของวิวได้รอบตัว 360 องศาด้านหนึ่งเป็นป่าอุ้มผาง อีกด้านเป็นป่าแม่วงก์
จุดเริ่มต้นจึงเกิดขึ้นประกอบกับพบว่าเว็บ www.trekkerhut.com
จัดทริปนี้พอดิบพอดี นำทีมโดยพี่คมรัฐ เริ่มส่ง link ทริปนี้ให้พี่ๆที่เคยถามถึงจากหนึ่งเป็นสอง
สาม สี่ ห้า ... พี่ๆที่ร่วมเดินทางหรือจะเรียกได้ว่าหลวมตัวไปกับเรามีถึงหกคนด้วยกัน
คือ พี่ยุ้ย พี่ตุ๊ก พี่ก้า พี่แดง พี่อ้วน และเจ้าของเรื่อง
รวมกับเพื่อนร่วมทริปอีกเบ็ดเสร็จ 18 คนได้ สำหรับทริปนี้เราลางานแค่หนึ่งวันเท่านั้นโชคดีที่คนเหลือวันลาน้อยอย่างเรายังพอจะเที่ยวได้
ระยะเวลาของทริปคือวันที่ 9-12 ธันวาคม 2548 นับๆดู สี่วันสามคืนกับการพิชิตยอดโมโกจูพวกเราจะทำได้หรือไม่
ต้องติดตามและอ่านเรื่องราวที่เรียกได้ว่าก้าวต่อก้าว (โดยปกติระยะเวลาที่ใช้เดินกันสบายๆก็
5 วัน 4 คืน)
8 ธันวาคม 2548 :::
วันแรกของการเดินทาง
พี่คมรัฐหัวหน้าทริป นัดสมาชิกขึ้นรถตู้เวลา
20.00 ที่ Big C สะพานควาย บริเวณฟู๊ดเซ็นเตอร์ เนื่องจากมีที่นั่งรอและแวะทานอาหารเย็นได้
มีเพื่อนๆมาส่งและให้กำลังใจสมาชิกประดุจว่าพวกเราจะเจอศึกหนักหรือออกรบก็ว่าได้
กว่าพวกเราจะรวมตัวเก็บกระเป๋าและสัมภาระข้าวของขึ้นรถ จนพร้อมออกเดินทางเวลาก็ล่วงเลยมาถึงสามทุ่มกว่า
เกือบ 20 ชีวิตก็พร้อมออกเดินทาง จุดมุ่งหมายเราคือแม่วงก์
จังหวัดนครสวรรค์ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่าเกือบ 4 ชั่วโมงก็มาถึงนครสวรรค์
แต่กว่าจะหาทางเข้าแม่วงก์ได้ก็ทำเอาวนรถกันหลายรอบด้วยความที่ไม่ชัดเจนของป้ายบอกทางไปอุทยานแห่งชาติแม่วงก์
ป้ายแรกที่เจอเป็นบอกเลี้ยวซ้ายไปอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ แต่พวกเราก็ขับรถเลยต้องจอดแวะถามอยู่สองครั้งด้วยความที่ไม่แน่ใจ
สุดท้ายก็ต้องวนกลับมาทางเดิมไปยังจุดที่มีป้ายบอกทางไป แม่วงก์
อ. ปางศิลาทอง ให้เลยไปนิดจะมีสะพายลอยจากสะพานลอยซ้ายมือประมาณ
100 เมตร เป็นถนนเส้น 1242 ให้เลี้ยวเข้าอีกประมาณ 48 กิโลเมตรหรือขับไปสุดทาง
เจอสามแยกขวามือเข้าแม่วงก์ ซ้ายมือไปบ้านเขาชนกัน พี่คมรัฐลองขับรถเลี้ยวขวาไปทางแม่วงก์ก่อน
ขับไปขับมาเกือบถึง อช. คลองลาน หยุดรถสอบถามเจ้าหน้าที่ที่คลองลาน
เข้าใจว่าได้ความว่าให้ไปที่บ้านเขาชนกัน พี่คมรัฐตกลงกลับรถเพื่อตามหาบ้านเขาชนกัน
นัดลูกหาบและคนนำทางไว้ที่บ้านเขาชนกัน ขับไปอีกสักระยะจะเจอป้าย
บ้านเขาชนกันตรงสามแยกที่เข้ามาสุดทางตั้งแต่แรกแล้ว อยู่ซ้ายมือจากสามแยกนี้แล้วแต่พวกเราไม่ได้สังเกตกัน
บ้านเขาชนกันไปอีก 18 กิโลเมตร เบ็ดเสร็จเกือบตีสี่พวกเราก็มาถึงบ้านพักของลูกหาบและคนนำทาง
ไม่รอเช้าพวกเราขอนอนพักเก็บแรงไว้สู้กับการเดินทางไกลในวันพรุ่งนี้เช้าต่อไป
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะเจออะไรกันบ้าง .....
9 ธันวาคม
2548 ::: บททดสอบการเริ่มต้น 17 กิโลเมตรแรก
เช้านี้เพื่อนๆตื่นกันแต่เช้า กับการพักผ่อน
2-3 ชั่วโมง ล้างหน้าแปรงฟันแล้วก็นั่งล้อมวงรับประทานอาหารเช้าที่บ้านของลูกหาบนี่เอง
เช้านี้พวกเราต้องเติมพลังเยอะหน่อยสำหรับหนทางการเดินทางข้างหน้าที่ไม่รู้ว่าจะหมู่หรือจ่า
แต่ก็หวังว่าการเดินทางครั้งนี้พวกเราคงได้ประสบการณ์ดีๆกลับมาไม่มากก็น้อย
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจอาหารเช้า พวกเราทั้ง 18 ชีวิตก็ขึ้นรถตู้อีกครั้งเพื่อไปที่หน่วยแม่เรวา
ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ การเริ่มต้นเดินจะเริ่มที่นี่ซึ่งถือว่าเป็นทางที่ไม่อ้อมแล้ว
แพ็คของแยกของที่จะให้ลูกหาบถือ ส่วนใหญ่ที่ให้ถือจะเป็นเตนท์นอนหรือของส่วนกลาง
พวกเราทั้ง 6 คนขอจ้างลูกหาบเพิ่มเพื่อถือกระเป๋าเสื้อผ้าให้
เพราะลำพังกระเป๋ากล้องก็หนักพอควรแล้ว แต่เพื่อนๆเราส่วนใหญ่ก็แบกกระเป๋ากันเองเก่งจริงๆ
โดยเฉพาะหญิงเหล็กอย่างส้ม หรือเต่า เห็นเป้ใบโตแล้วต้องร้องโอ้โหเลยทีเดียว
วันนี้เราพบนักท่องเที่ยวอีกสองถึงสามกลุ่ม แต่กลุ่มอื่นๆเค้ามีเวลา
5 วัน 4 คืน มากกว่าพวกเราหนึ่งวันหนึ่งคืน เจอเพื่อนๆจาก
trekkingthai บางกลุ่มก็ไม่ได้ขึ้นยอดโมโกจู แต่เดินป่าเพื่อเข้าไปเที่ยวน้ำตกแม่เรวา
น้ำตกแม่กระสา หลังจากที่พวกเราจัดแจงเตรียมสัมภาระจนเสร็จ
ขอตัวแวะไปถามเจ้าหน้าที่สักหน่อยว่ามีโพสการ์ดขายหรือเปล่า
ปรากฎว่าไม่มีแต่มีขายที่ อช. แม่วงก์ ก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไรยังพอจะพกติดตัวมาเองบ้างถึงสี่ใบ
ได้รับข้าวกลางวันคนละห่อ น้ำคนละสองขวดซึ่งสองขวดนี้ต้องอยู่ติดตัวกับเราไปตลอดทริปไว้เติมน้ำตามคลองและลำธารที่พวกเราจะต้องข้ามผ่าน
เกือบ 9 โมงเช้าได้เวลาเริ่มออกเดินทางพวกเราอาศัยรถอีแต๊กและรถกระบะ
นั่งต่อไปยังจุดเริ่มต้นเดินหน่วยต้นน้ำขุนน้ำเย็น ซึ่งไม่ห่างจากที่ทำการหน่วยแม่เรวามากนักสักครึ่งชั่วโมงก็ถึง
จากปากทางไปจุดเริ่มเดินหน่วยขุนน้ำเย็นราว 5 กิโลเมตร ทันทีที่ถึงจุดเริ่มเดินสิ่งที่เห็นคือคลอง
ลำธารแรกเราให้ชื่อมันภายหลังว่าคลองศูนย์ น้ำในคลองไม่สูงมากประมาณระดับต้นขาและไม่เชียวมากนัก
ถือเป็นคลองวัดใจคลองแรกเลยก็ว่าได้ เพื่อนๆเริ่มทยอยมาทีละคนสองคนรวมทั้งลูกหาบ
เจ้าหน้าที่ ข้ามมาจนครบ แล้วพวกเราก็เริ่มเดินกันต่อไป จุดมุ่งหมายของเราในวันนี้คือสามแยก
ซึ่งเลยคลองแปดไปอีกโดยปกติถ้าเป็นโปรแกรม 5 วัน 4 คืน ส่วนใหญ่เค้าจะพักคืนแรกที่คลอง
4 หรือ 5 หรือ 6 หรือ ไม่น่าเกิน 7 แต่จุดหมายของพวกเราดูจะยิ่งไกลเสียเหลือเกินเท่าที่รู้วันแรกต้องเดินกันประมาณ
17-20 กิโลเมตรได้
ระหว่างทางที่เดินมีสภาพป่าเปลี่ยนไปตามระยะทางที่เดินทั้งป่าเต็งรัง
ป่าเบญจพรรณ ป่าไผ่ ทางเดินมีทั้งหินบ้าง และทางดินเรียบๆบ้าง
หญ้าข้างทางสูงบ้าง เตี้ยบ้าง เริ่มแรกที่เดินก็เกาะกลุ่มกันดี
แต่ยิ่งเดินกลุ่มยิ่งแตกย่อย เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ตามความสนิทของเพื่อนร่วมทาง
กลุ่มเดินเร็วอย่างคุณหนุ่ม พี่เหนก หรือแม้แต่เจ้าแตง น้องน๊อต
น้องหก เดินกันว่องไวมากทิ้งห่างช่วงไปไกล ยิ่งเดินมากเท่าไรก็หมายถึงจุดมุ่งหมายอยู่ใกล้ขึ้นเท่านั้น
ไม่มีอะไรให้ถ่ายรูปมากนักข้างทางสิ่งที่พวกเราตั้งใจทำคือการเดิน
เดิน เดินและเดิน เพื่อให้ถึงจุดมุ่งหมายให้ทันการณ์ เกือบสามชั่วโมงพวกเรามาถึงจุดที่เจ้าหน้าที่เรียกว่า
ช่องแคบ เป็นจุดแรกที่พวกเราแวะรับประทานอาหารกลางวันกัน น้ำดื่มหมดก็แวะเติมกันได้ที่นี่มีคลองใกล้ๆ
ถามเจ้าหน้าที่นำทางบอกว่าน้องอีกใกล้มั้ยกว่าจะถึงคลองสอง
เจ้าหน้าที่บอกว่านี่อีกไกลเลยเรายังไม่ข้ามคลองหนึ่งเลย คลองแรกที่ข้ามไม่นับหรือโถ่นึกว่านั้นเป็นคลองหนึ่งเสียอีก
ดูเหมือนว่าน้องเจ้าหน้าที่สรพงษ์จะเพิ่งรู้ว่าจุดหมายของเราคืนนี้คือสามแยก
หรือ อย่างมากก็คลองแปด เจ้าหน้าที่ไม่รอช้าบอกว่าไปงั้นพวกรารีบเดินกันต่อเหอะเพราะอีกไกลกว่าจะถึงจุดหมาย
ประมาณเที่ยงกว่าๆ พวกเราก็เริ่มเดินกันอีกครั้ง ระยะทางจากช่องแคบไปคลองหนึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นระยะทางเท่าไร
แต่เท่าที่รู้ประมาณหนึ่งชั่วโมงได้ ทันทีที่ถึงคลองหนึ่งพวกเราก็เริ่มนับคลองที่ถูกต้อง
เป็นเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการเดินต่อไปยังทางข้างหน้า
คลองหนึ่งยังพอจะเดินกันได้สบายๆ แต่ต้องเช็คน้ำที่คลองว่าตรงไหนลึก
ตรงไหนตื้นโดยอาศัยคนเดินหน้าเป็นตัววัด ส่วนเราก็กลัวกระเป๋ากล้องจะเปียกอยู่เหมือนกัน
ผ่านคลองหนึ่งไม่ไกลนักก็มาถึงคลองสอง คลองสองนั้นน้ำค่อนข้างเชี่ยว
เห็นน้องเจ้าหน้าทีสรพงษ์บอกว่าน้ำเชี่ยวให้ฝากกระเป๋ามาที่ผมก่อนก็ได้
ระหว่างที่เพื่อนๆกะลังข้ามขอกดชัตเตอร์สักหน่อย ฟ้ากำลังใสเลย
แถมมีบรรยากาศการข้ามคลองน่าสนใจทีเดียวที่สามารถนำมาประกอบเป็นเรื่องราวการเดินทางในครั้งนี้ได้
จากคลองสองสู่คลองสาม คลองหนึ่ง สอง สาม อยู่ใกล้ๆไม่ไกลกันนัก
ค่อยมีกำลังใจในการเดินหน่อย สิ่งที่เราจะพบมากเป็นพิเศษตามริมคลองต่างๆคือผักกูด
เป็นพืชตระกูลเดียวกับพวกเฟิร์น ได้ยินมาว่าผักกูดผัดน้ำมันอร่อยยิ่งนัก
เห็นพี่เกตุเจ้าหน้าที่นำทางเก็บผักกูดมาให้พวกเราเย็นนี้ล่ะที่พวกเราจะได้ลิ้มลองผักกูดผัดน้ำมัน
ถัดจากคลองสามไปจะเริ่มมีทางขึ้นเขาอยู่บ้างขึ้นๆลงๆ ให้ชีวิตพอจะมีรสชาติ
ผ่านป่าไผ่ที่มักจะทำให้พวกเราหลงได้ง่ายๆ ด้วยความที่ป่าไผ่เมื่อมองไปทางไหนก็คล้ายกันไปหมด
ยิ่งเดินก็ยิ่งล้า บ่ายสอง บ่ายสาม ผ่านคลองแล้วคลองเล่า จนมาถึงคลองแปด
และสิ้นสุดการเดินทางวันนี้ที่คลองแม่กี เจ้าหน้าที่บอกว่าคืนนี้เราจะค้างแรมที่คลองแม่กี
แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินต่อไปยังยอดโมโกจู เพื่อนๆเริ่มทยอยมาถึงตามกำลังช้าเร็วของแต่ละคน
สามโมงเย็น สี่โมงเย็นกว่าห้าโมงกว่าบ้าง เพื่อนๆ เริ่มมากันครบ
แสงรอบด้านก็เริ่มมืดลง เหล่าลูกหาบยังเดินมาไม่ครบเลยทีสำคัญทั้งเสบียง
เตนท์นอน กระเป๋าเสื้อที่ฝากไว้กับลูกหาบของเราและเพื่อนยังมาไม่ถึงพวกเรา
เข้าใจว่าลูกหาบคงจะเหนื่อยและล้าจากการเดินข้ามน้ำข้ามคลองแถมสัมภาระที่ต้องแบกกันคนละหลายสิบกิโลกรัม
สงสัยค่ำคืนนี้พวกเราบางส่วนคงได้นอนหนาวท่ามกลางป่าไผ่เป็นแน่แท้
ยิ่งค่ำยิ่งไม่มีวี่แววของเหล่าลูกหาบ ยังดีที่พอจะมีเสบียงบางส่วนอยู่บ้าง
กับผักกูดที่พี่เกตุเก็บมา พี่คมรัฐไม่รอช้า พร้อมทั้งแม่ครัวหัวป่าอย่างแตง
และ น้องเต่า ช่วยกันทำอาหารเย็น ใครมีเปลก็ผูกเปลตามต้นไผ่
มีเตนท์ส่วนกลางให้ได้หลับนอนและพักผ่อนสำหรับคืนนี้ เสร็จสิ้นจากอาหารแสนอร่อยมื้อเย็นผักกูดสดๆที่เคยกินเป็นครั้งแรกอร่อยถูกปากไม่เบา
อากาศเริ่มเย็นลงเพื่อนบางคนรวมทั้งเรา ยังไม่ได้กระเป๋าเสื้อผ้ามาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า
ที่เปียกจากการลุยน้ำข้ามคลองมาตลอดทั้งวัน ขอเอาตัวไปใกล้ๆกองไฟเพื่อผิงไฟให้เสื้อผ้าแห้ง
เจ้าหน้าที่นำทางเริ่มออกไปตามลูกหาบมาบางส่วน เวลาชั่วโมงกว่าๆ
ลูกหาบบางส่วนก็มาพร้อมกับสัมภาระบางส่วน ได้เตนท์มาอีกหนึ่งหรือสองหลัง
หนึ่งในนั้นเป็นเตนท์ของพี่ยุ้ย ส่วนเตนท์พี่อ้วนยังไม่มาเลย
ถุงนอนและกระเป๋าเสื้อผ้าก็ยังมาไม่ครบ พี่ๆ ได้กระเป๋าเสื้อผ้ากันจนครบ
ยกเว้นเรากับพี่เจิดเท่านั้นที่ยังไม่ได้กระเป๋า กลุ่มเราได้ถุงนอนมาสามใบ
สงสัยค่ำคืนนี้เราคงต้องสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิม ถุงนอนกับเสื้อกันหนาวก็ไม่มี
พี่ๆตกลงกันว่าใครมีถุงนอนให้ไปนอนที่เตนท์รวม ส่วนใครที่ไม่มีถุงนอนให้ไปนอนที่เตนท์พี่ยุ้ย
พี่ตุ๊ก กับพี่อ้วนนอนทีเตนท์รวม ส่วนอีกสี่คงที่เหลือก็นอนรวมกันที่เตนท์พี่ยุ้ย
ก่อนนอนไม่ลืมที่จะนวดขาที่เดินมาทั้งวันราว 17 กิโลเมตร ยาคล้ามกล้ามเนื้อที่ต้องขอพี่ยุ้ย
สักสองเม็ด เนื่องจากยาอยู่ที่กระเป๋าเสื้อผ้าเกือบทั้งหมด
ยังค้างอยูที่ลูกหาบซึ่งยังเดิมมาไม่ถึง แต่โชคดีที่ยังพอจะมียาทานวด
บรรเทาปวดเมื่อย ติดกระเป๋ากล้อง อยู่บ้าง คืนนี้เราต้องนอนห่มหนาวด้วยผืนป่าไผ่
มีเพียงถุงดำที่ไม่ใช่แค่เพียงถุงดำ นำมาประยุกต์พอกันหนาวได้
ท่ามกลางความหนาวเหน็บก็แอบคิดถึงใครบางคนเพื่อนฝูงที่อยู่ห่างไกลอยากจะเล่าและ
บอกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในวันนี้ประสบการณ์ห่มหนาวท่ามกลางป่าไผ่ไร้แม้เครื่องกันหนาวแต่ก็อบอุ่น
เพราะข้างกายมีพี่ๆร่วมชะตากรรม หวังว่าเราคงไม่โชคร้ายเช่นนี้ทุกวัน
ที่อยู่ในป่าแม่วงก์แห่งนี้ ไม่ช้านานความเงียบสงัดเข้ามาเยือน
คืนนี้พวกเราเข้านอนกันเร็ว ขอนอนเก็บแรงไว้เดินขึ้นสู่ยอดดอยโมโกจู
ฝันดีน่ะทุกคนแล้วเจอกันวันพรุ่งนี้
10 ธันวาคม
2548 ::: บททดสอบความอดทน กับการเดินสู่ยอดโมโกจู
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นวันนี้พวกเราต้องเดินขึ้นยอดโมโกจูระยะทาง
8 กิโลเมตรโดยประมาณทางขึ้นเขาคงจะใช้เวลาไม่ใช่น้อย เช้านี้พี่คมรัฐ
แตงและน้องเต่า ก็ยังคงทำหน้าที่แม่ครัวได้เป็นอย่างดีทำให้พวกเราอิ่มท้อง
ได้พลังงานมาเติมเต็มเพื่อสู้กับหนทางข้างหน้า ลูกหาบกว่าครึ่งหนึ่งยังมาไม่ถึง
พี่คมรัฐบอกให้เอาแต่ของที่จำเป็นขึ้นไปบนดอยทิ้งของไม่จำเป็นไว้ที่นี้จะมีคนเฝ้าที่แคมป์นี้
(ตายล่ะของจำเป็นยังมาไม่ถึงเลย) ส่วนใครที่ถุงนอนและเสื้อกันหนาวยังมาไม่ถึงให้ลูกหาบเปิดกระเป๋าและนำเอาเสื้อกันหนาวและถุงนอนตามขึ้นไปให้
แน่นอนถุงนอนและเสื้อกันหนาวของเรายังมาไม่ถึงก็คงต้องลุ้นกันว่าค่ำคืนนี้เราจะได้ห่มหนาวกันอีกหรือไม่
เวลาประมาณ 9 โมงเช้าพวกเราก็เริ่มเดินขึ้นสู่ยอดดอยโมโกจู
ก่อนออกย้ำกับพี่คนเฝ้าแคมป์บอกให้ค้นกระเป๋าเป้สีแดงจากลูกหาบที่กำลังจะตามมา
เพื่อเอาถุงนอนและเสื้อกันหนาวแล้วตามขึ้นไปให้ที่ยอดดอยโมโกจูด้วยไม่งั้นคืนนี้ได้นอนหนาวสะท้านอีกคืนแน่
จากคลองแม่กีเดินไปสามแยกประมาณ 15 นาทีก็ถึงจุดหมายแรกที่ตั้งใจไว้แต่มาไม่ถึงตั้งแต่วันแรก
ทางเดินในระยะแรกยังคงเป็นป่าไผ่แยกซ้ายไปน้ำตกแม่เรวา น้องเจ้าหน้าที่สรพงษ์บอกว่าถ้าไปแยกซ้ายก็อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงโน้นล่ะจึงจะถึงน้ำตกแม่เรวา
โชคดีที่น้องสรพงษ์คอยยืนบอกทางไม่งั้นได้หลงทางกันแน่ พอเริ่มเป็นทางขึ้นเขาไม่กี่เมตรก็เริ่มเหนื่อยหอบกันซะแล้ว
วันนี้แดดร้อนฟ้าใส ยิ่งเดินเหงื่อก็ยิ่งมาก กระหายน้ำจิบน้ำดื่มตลอดทาง
ยิ่งเดินก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ผ่านอุโมงค์ต้นไผ่ขนาดเล็กระหว่างทางพอเจอลูกหาบพักก็ขอพักบ้างยังพอจะมีเพื่อนได้พูดคุยแก้เหนื่อย
พี่ตุ๊กกับพี่แดงเดินล่วงหน้าไปแล้ว ส่วนเราเดินคู่กับพี่ยุ้ย
มีพี่อ้วนตามหลัง และพี่เกริกเดินนำอยู่ไม่ไกล ต่อท้ายด้วยพี่ตุ่น
ได้ยินแต่เสียงพี่ก้าเจื้อยแจ้วอยู่ไม่ไกล เริ่มมีความหวังมีเพื่อนแล้ว
ส่วนเพื่อนที่เดินกันเก่งๆล่วงหน้าไปไกลแล้ว ยิ่งเดินก็ยิ่งสูง
ยิ่งสูงก็ยิ่งเหนื่อย หยุดแวะพักระหว่างป่าไผ่พร้อมกับพี่ลูกหาบ
พี่ลูกหาบคงจะเหนื่อยกว่าพวกเราเป็นแน่เพราะสัมภาระหนักอึ้งที่ต้องแบกไปให้ถึงยอดโมโกจูสำหรับเย็นนี้
สภาพป่าเปลี่ยนไปตามระดับความสูง
ลูกหาบบอกกับเราว่าระหว่างทางจะมีแหล่งน้ำดื่มให้เติมอยู่สองที่
แต่ก็อีกไกลกว่าจะถึง ยิ่งเดินกลุ่มเพื่อนๆเดินเร็วก็ทิ้งห่างพวกเราไปไกล
จากเก้าโมงเช้า สิบโมงเช้า สิบเอ็ดโมงเช้า และบ่ายโมงมาถึงจุดพัก
เห็นพี่คมรัฐ แตง พี่ตุ๊ก พี่แดง น้องหก และ น๊อต นั่งพักรออยู่เพื่อให้พวกเราได้รับประทานอาหารกลางวัน
ข้าวกับปลาเค็ม เหนื่อยๆแบบนี้กินอะไรไม่ค่อยลงแต่ก็ต้องกินเพราะร่างกายยังต้องการพลังงานอีกเยอะ
บ่ายโมงครึ่งก็ต้องออกเดินกันต่ออีกครั้ง คราวนี้ทางเริ่มชัน
60 องศาบ้าง 70 องศาบ้างจากจุดนี้ลูกหาบบอกว่าอีกประมาณ 4
ชั่วโมงจึงจะถึงยอด พี่คมรัฐบอกว่าอีก 200-300 เมตรจะถึงแหล่งน้ำ
แต่เดินอยู่นานก็ไม่ถึงแหล่งน้ำสักที 200-300 เมตรแม้วนี่เอง
เจอแหล่งน้ำแล้วขอเติมน้ำเย็นใส่ขวดสักหน่อย ได้สัมผัสกับน้ำเย็นแบบนี้ค่อยรู้สึกสดชื่นขึ้นมาหน่อย
เริ่มเดินกันต่อตอนนี้เหลือแต่พี่ยุ้ยกับเราเดินกันมาสองคน
มีคนอื่นๆ อยู่ตามหลังบ้างแต่ส่วนใหญ่ก็ล่วงหน้าไปก่อน ยิ่งเดินก็รู้สึกได้ว่ามันสูงขึ้นเรื่อยๆ
และ ชันขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสูงอากาศก็ยิ่งเย็นและหนาวขึ้น รู้สึกได้ถึงไอหมอกที่สัมผัสตัว
เดินไปพักไป หอบแฮ่กกับพี่ยุ้ยกันสองคน เหนื่อยจริงๆเดินเท่าไรก็ไม่ถึงยอดสักที
ระหว่างทางที่พักก็พยายามหาเรื่องมาพูดคุยเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าเดินมาร่วมหกชั่วโมงแล้ว
ทางบางช่วงเป็นทางลงอย่างเดียวจนงงว่าเรามาผิดทางหรือเปล่า
ขึ้นมาแทบแย่จะลงซะแล้วแต่ก็ต้องมุ่งหน้ากันต่อเพราะไม่รู้จะถามใครได้
นอกจากเดิน เดิน เดินและเดินต่อไป สี่โมงกว่าเริ่มมาถึงลำธารแหล่งน้ำแหล่งสุดท้าย
จากจุดนี้จะไม่มีแหล่งน้ำแล้ว เห็นเพื่อนร่วมทริปทิ้งโน้ตไว้ให้ขนน้ำไปคนละขวด
สำหรับทำอาหารเย็นนี้ ข้ามลำธารเห็นทางข้างหน้าชันมากแถมท่าทางจะเป็นทางลื่นๆซะด้วย
ยิ่งเดินก็ยิ่งมืดลงทุกที ภายใต้ความมืดมักจะมีความเย็นแอบแฝง
แสงเริ่มน้อยความกลัวของเรากับพี่ยุ้ยก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เริ่มตะโกนร้องเรียกเพื่อนๆข้างหน้า
ห้าโมงครึ่งแล้วยังไม่ถึงตีนดอยอีก ขอนั่งพักสักหน่อยแล้วเดินต่อ
แต่ในที่สุดเดินไปอีกไม่ไกลราวสิบนาที ก็เห็นกระเป๋าเพื่อนๆวางกันอยู่บนลานกว้างๆ
จุดกางเตนท์แน่ในที่สุดเราก็มาถึงที่หมาย เริ่มรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแม้จะไม่เห็นตัวเพื่อนๆท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บและไอหมอกที่ลงจัดขึ้นเรื่อยๆ
สงสัยว่าเพื่อนๆคงไปดูพระอาทิตย์ตกดินกันห้าโมงสี่สิบห้าแล้วจะขึ้นไปอีกคงไมทันแสงตอนเย็น
ขอนั่งรอเพื่อนๆก่อนแล้วกันระหว่างที่รอทั้งอากาศหนาวเย็น
เสื้อกันหนาวก็ไม่มี ลมแรง น้ำค้างแรง ต้องอาศัยถุงดำมาสวมใส่ก่อนกันลมกันหนาวไปพลางๆ
นึกเสียดายเหมือนกันมาไม่ทันแสงตอนเย็น แต่ก็ต้องตัดใจ รอดูรูปสวยๆจากเพื่อนแล้วกัน
นั่งรอเพื่อนๆอยู่ประมาณสี่สิบนาทีได้ หกโมงครึ่งกว่าเพื่อนๆเริ่มทยอยกันลงมา
ไฟฉายส่องลงมาจากทางลงเพื่อนมาลงทีละคนสองคน ได้ยินแว่วๆมาว่าเย็นนี้ฟ้าเปิดด้วย
ยิ่งสร้างความอิจฉาให้กับเราน่าเสียดายยิ่งนักแต่ก็ต้องตัดใจ
ส้มเพื่อนร่วมทริป ใจดีให้เสื้อกันหนาวไว้สวมใส่ เนื่องจากเสื้อของเราเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและน้ำค้าง
ขอบคุณส้มมากที่ทำให้เย็นนี้เป็นเย็นที่แสนจะอบอุ่น สวมถุงดำซ้อนทับอีกชั้นและเสื้อกันฝนปิดท้ายชั้นสุดท้ายอบอุ่นขึ้นเป็นกอง
ยังเหลือเพื่อนอีกสามคืนคือพี่ก้า พี่อ้วน และพี่เกริก รวมทั้งลูกหาบปิดท้ายยังมาไม่ถึง
แสงของวันหมดลง ข้างบนนี้ชื้นมากจะก่อฟืนก่อไฟก็ลำบาก เจ้าหน้าที่นำทางลองก่อไฟแล้วแต่ไม่ติด
ทุ่มกว่าๆเริ่มได้ยินเสียงลูกหาบดังมาจากเบื้องล่าง สักพักพี่อ้วนกับพี่ก้า
รวมถึงพี่เกริก ก็ขึ้นมาถึงในที่สุดก็มากันครบ เหลือลูกหาบกลุ่มสุดท้ายที่แบกสัมภาระเครื่องกันหนาวเตนท์นอนพวกเราก็ต้องลุ้นกันอีกรอบว่าคืนนี้จะได้นอนห่มหนาวท่ามกลางน้ำค้างแรงๆอีกคืนหรือไม่
ระหว่างที่ลูกหาบช่วยกันพยายามก่อไฟซึ่งยอมรับว่าน้ำค้างแรงมากไฟคงจะติดยากสักหน่อย
พี่คมรัฐไม่รอช้าเร่งทำอาหารมื้อเย็นให้พวกเราทานยังดีที่มีแก๊สกระป๋องใช้หุงต้มอาหารกันพอไหว
แต่อย่างไรเสียความพยายามในการก่อไฟของเหล่าลูกหาบก็ไม่ละเลิกความพยายามก่อจนไฟติด
สร้างความอบอุ่นและแสงสว่างยามหนาวเหน็บได้เป็นอย่างดี ระหว่างที่รออาหารฝีมือพี่คมรัฐ
ขอเอาปลาหมึกแห้งมาเผากินกับข้าวเปล่าอร่อยไม่เบาแม้จะเกรียมไปหน่อย
ไม่สุกบ้าง แต่ก็แก้หิวได้มาก อิ่มท้องจากอาหารเย็นฝีมือพ่อครัวและแม่ครัวคนเดิม
ขอตัวไปงีบที่เตนท์รวมสักหน่อย ง่วงและเพลียเหลือเกิน แว่วมาว่าคืนนี้มีถั่วเขียวต้มน้ำตาล
แต่ตอนนี้หนังตาจะหลับเสียให้ได้ เข้าไปนอนรอลูกหาบ ลูกหาบที่ขนถุงนอนกับเสื้อกันหนาวมาให้ดีกว่าแม้อาจจะต้องผิดหวัง
ไม่นานก็ไม่รู้สึกตัว เผลอหลับไม่เมื่อไรก็ไม่รู้ หลับทั้งที่พื้นที่นอนจะเย็นมาก
อากาศหนาว และลมแรง
ประมาณสี่ทุ่มเริ่มได้ยินเสียงเฮจากเพื่อนๆ ลูกหาบมาถึงแล้วสะลึมสะลือออกไปค้นหาถุงนอนและเสื้อกันหนาวของตัวเอง
ในที่สุดเราก็ไม่ได้โชคร้ายซะทั้งหมดมีถุงนอนและเสือกันหนาวของเรา
ไม่รอช้าสวมเสื้อกันหนาวและเอาตัวซุกเข้าในถุงนอน และนอนที่เตนท์รวม
ให้พี่ที่ไม่มีถุงนอนนอนที่เตนท์พี่ยุ้ยเหมือนเช่นเมื่อคืนวานดีกว่า
พี่ตุ๊ก พี่อ้วน และตัวเรานอนที่เตนท์รวม ส่วนพี่ก้า พี่แดง
พี่ยุ้ยนอนกันที่เตนท์พี่ยุ้ย คืนนี่เป็นคืนที่หนาวมากกว่าเมื่อเย็นวาน
ลมแรง น้ำค้างลงราวกับฝนตก แต่ท่ามกลางความมืดและความหนาวเย็น
เราก็หลับตาลงจากความเหนื่อยล้า หลับตาถึงแสงเช้าพรุ่งนี้มีใครบางคนบอกก่อนมาว่าขอให้เราเจอแสงเปลี่ยนสียามเช้า
เจอทะเลหมอกไหลไปสู่ยอดตาอุโจ แสงแดดส่องทักทายยอดโมโกจู ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เช้าจะเจออะไรบ้าง
แต่คืนนี้ช่างผ่านไปอย่างยาวนาน ความมืด เสียงลมที่ปะทะผืนป่า
ที่ช่วยกันลมให้พวกเรา ความหนาวเย็นที่ดูเหมือนจะทำให้เวลาข้ามผ่านคืนนี้ไปอย่างช้าๆ
หวังว่าพรุ่งนี้เช้าคงเป็นวันที่ดีและโชคเข้าข้าง .... โมโกจู
.......
11 ธันวาคม 2548 ::: ฉันรักแกก็วันนี้แหละ
โมโกจู
เสียงไก่ที่ไหนร้อง อ่อ เสียงนาฬิกาปลุกจากพี่ตุ๊ก
ตีห้าสิบห้านาที ที่พี่ตุ๊กตั้งไว้ ตื่นขึ้นมารู้สึกได้ถึงน้ำค้างที่ลงแรงหยดราวกับฝนตก
คว้าไฟฉายกับชุดกันฝนมาสวมใสกันน้ำค้าง ไม่รอช้าออกมาเข้าห้องน้ำไปเดินหากระเป๋ากล้องและขาตั้งกล้องทันที
ระหว่างนั้นก็เริ่มเดินขึ้นยอดดอยไปล่วงหน้าก่อนพี่ยุ้ย พี่ตุ๊ก
พี่ก้า ได้เจ้าเต่าเดินไปเป็นเพื่อน โดยมีเต่านำทาง ข้างทางค่อนข้างมืดข้างขวาเป็นเหวบ้าง
ซ้ายเป็นเหวบ้างสลับกันไป บางช่วงเจอทางแคบๆ ตื่นเต้นดีจัง
กลัวจะตกเหวก็กลัว ทางก็ลื่น แต่ก็ต้องไปต่อบางช่วงต้องเดินเกาะหินไว้
เต่าบอกให้ระวังน่ะเกาะหินดีๆ ด้านขวาเป็นเหว ยิ่งบอกความกลัวยิ่งมาก
เต่าบอกกับเราว่านั่นไงต้องไปเขาลูกนั้นยอดอยู่ที่นั่นอีกอึดใจเดียวก็เดินถึง
มีพี่คมรัฐเดินตามอยู่ด้านหลังให้กำลังใจเดินอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว
มองไปด้านซ้ายมือเริ่มเห็นฟ้าเปิด แสงสีส้ม สีม่วง มีทะเลหมอกไหล
เดินไปบอกกับตัวเองในใจสวยจังเลย แล้วก็รีบเดินต่อไป ใช้เวลาราว
20 นาทีก็ถึงยอดโมโกจู หกโมงเช้าพอดิบพอดี มีเพื่อนมาถึงก่อนแล้วสามสี่คน
เห็นหินเรือใบตั้งตระหง่านอยู่ ไม่รอช้าขอเดินสำรวจรอบหน่อย
หามุมถ่ายภาพ ข้างบนนี้ลมแรงมากตัวแทบปลิว ระหว่างที่รอแสงเช้าก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ
เพื่อนๆก็เริ่มทยอยเดินขึ้นมากันเรื่อยๆจนครบ โชคดีที่เช้านี้ฟ้าเปิดให้พวกเราถ่ายรูป
มีหมอกไหล ด้านตรงข้ามพระอาทิตย์ก็มีทะเลหมอกยังกะปุยฝ้าย
ต่างคนก็ต่างหามุมถ่ายรูป เพื่อนบางคนก็ปีนป่ายเพื่อถ่ายรูปกับหินเรือใบเหมือนกับการประกาศชัยชนะและอิสรภาพ
ราวกับว่ามาที่นี่ก็เพราะหินเรือใบก้อนเดียว ถ่ายรูปเดี่ยว
รูปหมู่ สลับสับเปลี่ยนกันไป หมอกยังคงไหลเกือบเจ็ดโมงเช้าพระอาทิตย์โผล่พ้นมาจากเบื้องล่างแทรกมวลเมฆเบื้องล่างขึ้นมาแสงสีทองสาดส่องทะเลหมอกด้านล่างเป็นแสงสีทองดูงามตา
ประทับใจจริงๆกับภาพที่เห็นมันแทบจะสะกดให้หยุดกดชัตเตอร์
เชื่อว่าเพื่อนตรงนี้คงอิ่มเอมและประทับใจกับภาพเบื้องหน้า
เริ่มรู้สึกหลงรัก โมโกจู ก็วันนี้แหละภาพหมอกเบื้องหน้ากับหมอกรอบๆตัวงามเหลือเกิน
โดยมีหินรูปเรือใบตั้งเด่นตระหง่าน สวยไม่เป็นหนึ่งรองใคร
อุณหภูมิขณะนี้ประมาณ 12-14 องศาและลมแรงมากละอองน้ำก็เยอะสังเกตได้ว่าที่เลนส์มีไอน้ำจับ
ถ่ายรูปค่อนข้างยากเพราะลมพัดแรงอยู่ตลอดเวลา ได้หมวกโม่งจากพี่คมรัฐอุ่นทำให้อบอุ่นขึ้นมาบ้าง
พวกเราลงมาเก็บของและลงไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนที่ลงไปรอทานข้าวเช้าที่แหล่งน้ำแหล่งสุดท้าย
ประมาณ 9 โมงครึ่งก็เดินมาถึงได้เวลาอาหารเช้าพอดี อาหารเช้าท่ามกลางหมอก
บรรยากาศดีทีเดียว สิบโมงเช้าได้เวลาเดินลงดอยเพื่อกลับไปค้างแรมที่จุดกางเตนท์คืนแรก
เช้านี้พี่ยุ้ยเริ่มเจ็บเข่า ทำให้ขาลงค่อนข้างลำบากช้ากว่าปกติ
ส่วนเรายังเดินได้เป็นปกติ ขอล่วงหน้าไปก่อนแต่ก็ไม่ห่างกันมาก
ขาลงพวกเราเริ่มแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ อาศัยไม้ไผ่ค้ำถ่อช่วยรับน้ำหนักได้พอควร
พี่แดงกับพี่ตุ๊ก เดินคู่กัน เราเดินสลับกับพี่เกริกบ้าง ส่วนพี่ยุ้ย
พี่ก้า และพี่อ้วน กลุ่มนี้เข่าเจ็บขอเดินลงอย่างช้าๆเพื่อเซฟข้อเข่าของตัวเอง
ส่วนกลุ่มเพื่อนที่เดินเร็วก็ล่วงหน้าพวกเราไปไกล ระหว่างทางเดินก็รู้สึกเจ็บเข่าเหมือนกันแต่ถ้าเจ็บทนไม่ไหวก็ขอนั่งพักเป็นระยะกว่าจะมาถึงคลองแม่กี
ราวบ่ายสามโมงครึ่ง ส่วนพี่ตุ๊กกับพี่แดง มาถึงราวสี่โมงได้
ทันทีที่มาถึงพวกเราไม่รอช้าเติมพลังงานด้วยอาหารที่พี่คมรัฐทำไว้รอ
พี่คมรัฐบอกว่าคืนนี้เราจะนอนกันที่ริมคลองเจ็ด เดี๋ยวเดินกันต่ออีกประมาณชั่วโมง
มีเพื่อนๆเดินไปรอล่วงหน้าแล้ว ส่วนพวกเรา พี่ตุ๊ก พี่แดง
พี่เกริก และพี่คมรัฐขอรอ กลุ่มพี่ยุ้ย พี่อ้วน และพี่ก้าก่อน
แล้วค่อยไปพร้อมกัน แต่นั่งรอสักพักพวกเราตกลงกันว่าจะเดินล่วงหน้าไปก่อนและฝากบอกน้องสรพงษ์ว่าไปก่อนและให้ตามไปที่คลองเจ็ด
พวกเราห้าคนใช้เวลาเดินไม่นานนักราวสี่สิบนาทีก็ถึงคลองเจ็ด
ก่อนถึงคลองเจ็ดมีป่าไผ่ที่ทำให้สามารถหลงทางได้ง่ายๆเพราะทางมันคล้ายกันไปหมดโชคดีที่พวกเราเลือกใช้เส้นทางได้ถูกต้อง
เดินมาถึงคลองเจ็ดได้ยินเสียงแว่วมาจากคุณหนุ่มร้องเรียกพี่คมรัฐให้ไปยังจุดตั้งแคมป์
แต่มีเพื่อนอยู่กลุ่มที่เดินมาก่อนพวกเราหลงป่าอยู่พักนึงเพิ่งเดินมาถึง
ถามไถ่ได้ความว่าหลงป่าไปหน่อย และยิ่งกว่านั้นเต่าสาวที่เดินได้เรื่อยๆ
ก็เรื่อยสมชื่อจริงๆ ฟังไงไม่รู้เดินคนเดียวไปจนถึงคลองสี่ไม่เห็นกระทั้งแม้เพื่อนที่เล่นน้ำที่ริมคลองเจ็ด
เจ้าหน้าที่ต้องรีบออกไปตามเต่าเพราะเห็นว่าระหว่างทางป่ามีรอยเล็บเสือจะไม่ได้การแน่ขืนปล่อยให้เต่าอยู่ในป่าคนเดียวนานๆ
เมื่อมาถึงพวกเราสามคนตัดสินใจลงเล่นน้ำ สระผม ซะหน่อยหลังจากไม่ได้สัมผัสน้ำมาเกือบสามวัน
เพราะเดี๋ยวลูกหาบก็คงเอากระเป๋าเสื้อผ้ากับเตนท์มาให้ อาบก่อนมาถึงก็เปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
น้ำเย็นชื่นใจอาบแล้วสบายตัวดีจัง ระหว่างที่รอกระเป๋าเสื้อผ้าก็ไปผิงไฟเพื่อให้เสื้อผ้าแห้ง
แต่ผิงไฟจนกางเกงแห้งแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววลูกหาบมาเลย ถ้าไม่มานี่แย่เลยเพราะเสื้อยังไม่แห้งเลยและเสบียงก็อยู่กับลูกหาบกลุ่มหลังเป็นส่วนใหญ่
คืนนี้พี่คมรัฐบอกว่าจะทำแกงเผ็ดเป็ดย่างให้กินกันแต่เสบียงดันอยู่ที่ลูกหาบกลุ่มหลังก็คงต้องรอกันต่อไป
เกือบสองทุ่มแล้วลูกหาบก็ยังไม่มา ได้ยินเสียงแว่วๆจากพี่ๆบอกให้มากินฟักทอง
พวกเราที่กำลังนั่งผิงไวก็รีบขยับเขยื้อนร่างกายที่ขายังเจ็บและช้ำที่ผ่านการเดินมาถึง
3 วัน นึกว่าจะได้กินแกงบวดฟักทองที่ไหนได้มันคือฝักทองจิ้มน้ำตาล
ในใจก็คิดว่ายังดีน่ะดีกว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องในตอนเย็น
เริ่มมานั่งรวมตัวกันพูดคุยกันเป็นการฆ่าเวลาระหว่างรอลูกหาบกับกลุ่มพี่ยุ้ย
ที่เข่าเจ็บ แต่รอไปรอมาพี่คมรัฐเริ่มหยิบมะเขือเทศสดส่งมาให้กินแก้หิวกันก่อน
ใครมีขนมอะไรก็เริ่มมาแชร์กัน คุณหนุ่มเดินไปยำผัดกาดดอง แบบพอแก้หิวกินแกล้ม
เสือ 11 ตัว ได้บรรยากาศไปอีกแบบ สามทุ่มเจ้าหน้าที่ที่ไปตามเต่าก็เดินกลับมาพร้อมเจ้าเต่าที่บอกว่าไม่ได้หลงแต่เดินเรื่อยๆไปจนถึงคลองสี่
เพื่อนๆแซวกันใหญ่เต่าเดินได้กำไรอยู่คนเดียวแบบนี้ต้องจ่ายเงินเพิ่มนะนี่เรียกเสียงฮาหัวเราะสนุกสนานทำให้ลืมความหิวไปได้บ้าง
คุยกันไปคุยกันมาล่วงเลยเวลา 4 ทุ่มแล้วลูกหาบก็คงจะไม่มาแล้วล่ะ
คิดว่าเหล่าลูกหาบที่เหลือคงนอนกันที่จุดกางเตนท์คลองแม่กี
รวมทั้งพี่ยุ้ย พี่ก้าและพี่อ้วน คงจะเดินมาไม่ไหวเพื่อนร่วมทริปนึกเป็นห่วงพี่ยุ้ย
พี่ก้าและพี่อ้วนอยู่เหมือนกันไม่รู้ว่าสภาพเข่าจะเป็นอย่างไร
พวกเราตัดสินใจเข้านอน โดยมีเจ้าแตงไปนอนซุกถุงนอนอยู่ข้างๆโขดหินเดินไปหลงจะเหยียบเจ้าแตงหลายรอบเหมือนกัน
แต่คืนนี้เพื่อนเราเกือบจะทุกคนต้องนอนโดยปราศจากเตนท์นอน
บางคนก็ไม่มีถุงนอนนอนใส่เสื้อกันหนาวกับถุงดำโดยมีถุงนำรองนอน
ถึงจะมีเตนท์อย่างเตนท์ของพี่อ้วนแต่เสาเตนท์ดันำไปอยู่ที่ลูกหาบฝั่งโน้น
พวกเราสามคนคือพี่ตุ๊ก พี่แดง และเราเลยตัดสินใจเอาเตนท์มาปูนอนและนอนมันบนเตนท์นี่แหละ
โชคดีที่ยังมีถุงนอนของพี่ก้า และพี่ตุ๊ก พอมาห่มแก้หนาว และแผ่นรองนอนสามแผ่น
พี่แดงใจดีให้เสื้อกันหนาวสวมใส่เพราะเห็นว่าเสื้อของเรายังเปียกอยู่เลย
สรุปว่าคืนนี้กลุ่มพวกเดินเร็ว ก็ต้องอดทั้งอาหารเย็นและที่นอนแสนสบาย
มีลูกหาบผูกเปลนอนใกล้ๆ นอนตากลมห่มป่า มียุงกัดบ้างวิธีแก้คือเอาถุงดำมาคลุม
นึกแล้วก็ขำทุกทีไป แต่ก็หลับได้ทั้งคืน อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินถึง
3 วัน พรุ่งนี้แล้วที่พวกเราจะกลับสู่ฝั่ง ป่าอาจไม่ใช่บ้านของเราแต่คืนนี้ของปรับตัวให้เข้ากับสภาพป่า
นี่แหละที่เค้าเรียกกันว่านอนกลางดินกินกลางทราย
12 ธันวาคม 2548
::: วันสุดท้ายที่โมโกจู
ถึงแม้จะนอนท่ามกลางป่าไร้แม้เครื่องกันหนาว
แต่กว่าจะตื่นก็เกือบเจ็ดโมงเช้า เพื่อนคนอื่นๆตื่นกันไปหมดแล้ว
ดึกๆยังได้ยินเสียงลูกหาบคุยกันเรื่องไก่ป่าอะไรสักอย่าง ไม่หลับไม่นอนกันหรือไงน้อหนุ่มสองคน
และเสียงแว่วก่อนใกล้รุ่งจากลูกหาบบอกว่าต้องไปตามลูกหาบที่เหลือเพื่อเอาเสบียงอาหารมาทำอาหารเช้า
เช้านี้เราได้กินแกงเผ็ดเป็ดย่างสมใจอยาก คงเป็นแกงเผ็ดเป็ดย่างที่อร่อยที่สุดในโลกก็ว่าได้
แถมมีแกงส้มมะละกอแสนอร่อยอีกชาม ไม่รู้เพราะความหิวตั้งแต่เย็นวานหรืออย่างไรที่ทำให้อาหารมื้อนี้เป็นอาหารมื้อที่อร่อยที่สุดในโลก
ราวแปดโมงกว่า เห็นกลุ่มพี่ยุ้ยและลูกหาบเริ่มเดินข้ามคลองเจ็ด
และล่วงหน้าไปก่อน อาจเป็นเพราะเข่าเจ็บขอเดินล่วงหน้าไปก่อน
เสร็จภารกิจอาหารมื้อเช้าเก้าโมงเช้ากว่าๆ พวกเราก็เตรียมตัวเก็บข้าวของสัมภาระและเดินกันต่อไปกลับสู่ฝั่งที่ทำการหน่วยแม่เรวา
เหลือคลองอีก 7 คลองที่ต้องข้ามคือ คลอง 6,5,4,3,2,1 และคลองสุดท้ายที่เราเรียกมันว่าคลองศูนย์
ระยะทางและเส้นทางก็ไม่ต่างจากที่เราเดินมาในวันแรกเพียงแต่เป็นการนับถอยหลังคลองเท่านั้น
จากคลอง 5 สู่คลองสี่มีเขา มีป่าให้เดินกันเหนื่อยอีกครั้งก็มันเขานี่นามีขึ้นมีลงบ้าง
เดินไปหอบไปเหมือนเดิม คราวนี้ขากลับได้เพื่อนเดินหลายคน หก
น๊อต แตง พี่ตุ๊ก พี่แดง และตัวเรา อุ่นใจมีเพื่อนเดินกันหลายคน
อย่างน้อยถ้าหลงป่าก็ได้หลงเป็นหมู่คณะ เดินได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เดินทันพี่ยุ้ย
พี่ก้าและพี่อ้วนที่เดินนำมาก่อน น้องสรพงษ์แซวเพื่อนตามมาทันแล้ว
รู้สึกการข้ามคลองและลำธารของพวกเราในวันนี้จะเริ่มคล่องขึ้นมาสักหน่อย
เกือบเที่ยงพวกเราก็มาถึงคลองหนึ่ง พี่คมรัฐบอกกับเราว่าจะพักทานอาหารกลางวันกันที่คลองหนึ่ง
ลูกหาบและพี่คมรัฐ ร่วมทั้งแม่ครัวอย่างเต่าและแตง ช่วยกันลงมือทำอาหารอย่างรวดเร็ว
มีเพื่อนอีกกลุ่มหนี่งขอเดินล่วงหน้าไปก่อนก็กลุ่มคนเดินเร็วอย่างคุณหนุ่ม
พี่เหนก ส้ม และพี่ตุ่น ส่วนกลุ่มคนเดินช้าถึงปานกลางขอแวะพักกินข้าวกลางวันกันที่คลองหนึ่งแล้วค่อยเดินกันต่อ
ดูนาฬิกาที่ข้อมือเวลาบ่ายโมงตรง พวกเราก็เริ่มเดินกันอีกครั้ง
ก้มหน้าก้มตากันเดิน เดิน เดิน วันนี้เราเดินกันทำเวลาได้เร็วกว่าวันแรกที่เดิน
ประมาณ 1 ชั่วโมงพวกเราก็มาถึงจุดที่เค้าเรียกกันว่าช่องแคบ
เป็นจุดที่พวกเราแวะกินข้าวกลางวันกันในวันแรก จากช่องแคบไม่สนใจที่จะพักขอเดินต่อไป
จากจุดนี้อีกประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งก็น่าจะถึงคลองศูนย์ พวกเรากล้มหน้าหล้มตาเดิน
เดิน เดิน ส่วนใหญ่ลูกหาบจะแซงหน้าไป และแซงจนบางช่วงไม่เห็นแม้เงา
พวกเรายังเกาะกลุ่มกันอยู่สี่ ห้า คน หก น๊อต พี่ตุ๊ก พี่แดง
และตัวเราเอง เดินไปคุยไป บางช่วงก็เงียบเร่งฝีเท้าเดินกันอย่างเมามันกะให้ถึงที่หมายไวๆ
เจ้าหกบอกว่าไปถึงนะจะเอาขวดน้ำสองขวดนี้จะทิ้งแล้วขอดื่มน้ำอัดลมเย็นๆสักขวด
ทุกคนคิดเหมือนกันพี่แดงบอกว่าขอไอติมเย็นๆ ว่าแล้วพวกเราก็เดินกันต่อ
ส่วนแตงกับพี่คมรัฐก็เดิมตามหลังมาด้วยกัน เห็นว่าระหว่างที่เดินก็หาเรื่องมาคุยแล้วคุยอีกจนหมดเรื่องคุยก็ยังไม่ถึงสักกะที
ส่วนพี่ยุ้ย พี่ก้าและพี่อ้วน ขอเดินตามหลังตามกำลังเข่าและเท้าของตัวเองที่บาดเจ็บอยู่
ก้มหน้าก้มตาเดินกันอยู่นานลูกหาบที่ตามทันบอกว่าใกล้ถึงแล้วครับอีกครึ่งชั่วโมง
รวมทั้งน้องเจ้าหน้าที่สรพงษ์บอกว่าอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้วพี่
ได้ยินแค่นี้ก็รู้สึกดีใจแทบแย่ ระหว่างทางพี่แดงกับพี่ตุ๊กเก็บภาพดอกไม้มาตลอดทางส่วนเราไม่สนใจขอเดินให้ถึงฝั่งก่อน
เดินไปเดินมาร่วมชั่วโมงแน่ะจึงจะถึงคลองศูนย์ ไหนน้องเค้าบอกว่าครึ่งชั่วโมง
ในที่สุดพวกเราก็มาถึงคลองศูยน์เวลาล่วงเลยมา 16.30 น. เห็นเจ้าหก
น๊อต เต่า และลูกหาบจำนวนหนึ่ง รออยู่ที่คลองศูนย์ พี่ลูกหาบวิ่งมาบอกว่ารออีแต๊กรอเคลื่อนขบวนพลอีกชุดไปอาบน้ำกันที่หน่วยแม่เรวา
สักสิบนาทีพี่คมรัฐกับแตงก็เดินมาถึงคลองศูนย์ ข้ามคลองศูนย์มากันครบ
ขนสัมภาระขึ้นรถอีแต๊ก ดูเหมือนจะบรรจุน้ำหนักมากกว่าขามาซะอีก
แตงบอกว่าการนั่งรถอีแต๊กเหนื่อยกว่าเดินซะอีกเพราะต้องลุ้นว่ารถจะพลิกคว่ำหรือเทกระจาดหรือไม่
ลุ้นกันมันน่าดูวิ่งมาสักพักสายคันเร่งขาด ซ่อมไม่นานก็วิ่งต่อกันได้
ในที่สุดพวกเราก็มาถึงที่ทำการหน่วยแม่เรวา เห็นเจ้าหน้าที่โบกไม้โบกมือชูนิ้วให้
เพื่อนกลุ่มเดินเร็วมาถึงก่อนแล้วนั่งกินข้าวอาบน้ำอาบท่ากันแล้วอย่างสบายอารมณ์สงสัยมาถึงตั้งแต่บ่ายสองโมงกว่าๆ
ทิ้งห่างกลุ่มเดินช้าถึงปานกลางอย่างพวกเราไปไกล ทันทีที่รถจอดพวกเราก็ค่อยๆแขย่งขาก้าวลงมาจากรถอีแต๊ก
ขาระบมปวดถึงปวดมาก เดินขย่องแขย่งลงรถทีละคนสองคน
แว่บแรกที่ถึงทุกคนไปยืนซื้อน้ำอัดลมที่ร้านค้าสหกรณ์ดื่มแก้กระหายมันคงเป็นน้ำอัดลมที่อร่อยที่สุดในโลก
ณ ตอนนั้น ดื่มแก้กระหายคั่นเวลาระหว่างรอกระเป๋าจากลูกหาบ
ไม่นานนักราว 17.30 กลุ่มคนเดินช้าและบาดเจ็บก็ตามมาด้วยรถกระบะมีพี่ยุ้ยนั่งหน้าซีดอยู่ข้างหน้า
พี่ยุ้ยคงจะเจ็บหนักอยู่พี่ลูกหาบช่วยจูงลงมาจากรถ ได้สัมภาระจนครบ
หลังจากที่ไม่ได้เห็นกระเป๋าตัวเองมาเกือบสี่วันเต็มเสื้อผ้าที่ขนมาไม่ได้หยิบจับออกจากกระเป๋าอยู่สภาพเดิมทุกอย่าง
นึกแล้วก็ขำไม่น่าขนเสื้อผ้ามาเลย เอามาแต่ชุดใส่กลับก็พอแล้ว
เก็บของแล้วพวกเราก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำชำระร่างกายที่เหมือนจะไม่ได้ผ่านการชำระมานาน
ชำระสิ่งคราบไคลออกไปเหลือแต่ความทรงจำที่ดีของโมโกจู
เมื่อทุกคนทำกิจธุระส่วนตัวจนเสร็จ เก็บสัมภาระขึ้นหลังคารถจนหมดเป็นเวลาเกือบทุ่ม
พวกเราล่ำลาพี่เกตุและน้องสรพงษ์เจ้าหน้าที่ คนนำทาง บรรดาลูกหาบที่ช่วยเหลือและมีน้ำใจที่ดีระหว่างทางเดิน
พี่ยุ้ยขอที่อยู่ของพี่เกตุไว้เห็นว่าจะส่งโพสการ์ดไปให้
เย็นนี้พี่คมรัฐบอกกับเราว่าจะแวะหาอะไรกินที่นครสวรรค์ ทันทีที่ออกจากหน่วยแม่เรวา
รถตู้คันของพวกเราก็เริ่มหยิบยกเรื่องที่พวกเราเจอตลอด 4 วัน
3 คืนที่โมโกจู เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เมื่อมองย้อนกลับไปมันเป็นเรื่องฟังดูสนุก
แม้บางครั้งจะดูสมบุกสมบัน ตากลมห่มป่าอยู่บ้าง แต่มันก็เรียกเสียงหัวเราะของพวกเราได้ตลอดทางก่อนเข้าตัวเมืองนครสวรรค์ได้มากทีเดียว
บางครั้งถึงขั้นหัวเราะท้องแข็งจนลืมเจ็บขาไปชั่วคราว ระหว่างทางแลกเปลี่ยนกันดูรูปจากกล้องดิจิตอล
ดูรูปแล้วสวยๆกันทั้งนั้นมันช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจ จดจำและบอกเล่ากันไปนาน
อาหารเย็นง่ายๆที่นครสวรรค์กับการสนทนาถึงเรื่องราวที่ได้เจอที่โมโกจู
สร้างสีสันให้กับอาหารมื้อเย็นยิ่งนัก นับจากนี้ไปอีกสามชั่วโมงกว่าสี่ชั่วโมงก็ถึง
กรุงเทพฯ แยกย้ายกันกลับบ้านพักผ่อนเพื่อเริ่มต้นวันใหม่ วันใหม่ที่คงจะมีแต่เรื่องราวความประทับใจครั้งนี้ไปอีกนาน
บทสรุปการเดินทาง
โมโกจู ความใฝ่ฝันของนักเดินทางหลายคนที่สักครั้งต้องไปพิชิตให้ได้
ของขวัญของการเป็นผู้พิชิตคือทะเลหมอกสวยๆกับ ฟ้าเปิด มีหินเรือใบตั้งตระหง่าน
เหมือนกับการประกาศศักดาว่าเราคือหนึ่งในผู้พิชิต 4 วัน 3
คืน ที่ดูไม่มากนักสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ โมโกจูให้ประสบการณ์หลายอย่างกับเรา
ได้เพื่อนใหม่ที่ดี มีน้ำใจระหว่างทางที่ก้าวไปด้วยกัน แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม
เสียงให้กำลังใจจากลูกหาบที่คงรับภาระหนักอึ้งกว่าพวกเราทำให้แต่ละก้าวของเราเหมือนมีเพื่อนร่วมทางตลอดเวลา
ยิ่งก้าวยิ่งเดินทุกก้าวย่างนั่นหมายถึงจุดหมายยิ่งใกล้เข้ามา
ร่างกายสำคัญการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายเป็นสิ่งดีแต่ใจ
เราสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าใจเราสู้ไม่ท้อถอยสักช่วงเวลาหนึ่งจุดหมายก็คงอยู่ไม่ไกล
ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่าเราคือแขกผู้มาเยือน ป่าจะไม่ใช่บ้านของเราแต่เราควรปรับตัวให้เข้ากับป่า
ไม่บุกรุกหรือทำลายป่าและสัตว์ป่า ถ้อยทีถ้อยอาศัย ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า
แท้จริงแล้วมนุษย์เราไม่ควรคู่กับยอดเขาสูงเลย แม้แต่น้อยเพราะท้ายที่สุดมนุษย์ก็ต้องเดินหันหลังกลับให้กับยอดดอยที่ใฝ่ฝันและอยากจะพิชิตมัน
และเดินกลับมาสู่เบื้องล่างดำเนินชีวิตตามความเจริญในวิถีของคนเมือง
อาศัยธรรมชาติเป็นที่พักพิงทางกายและใจ สูญอากาศบริสุทธิ์
เติมเต็มให้กับปอดเพียงชั่วครั้งชั่วคราว สุดท้ายก็ต้องกลับมาสูดอากาศในสังคมเมืองเฉกเช่นปัจจุบัน
โมโกจู
มีโอกาสต้องไปให้ได้....นะคุณ ;)
โดย
นายกาแฟดำ................